:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
 
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว
 
การวิเคราะห์เว็บระดับองค์กร Visitors Report


:: 4 วัน เวียดนามเหนือ จาก ฮาลองเบย์ สู่ ฮาลองบก ::

สนามบินสุวรรณภูมิ  กรุงเทพฯ

05.00 น.  ณ.จุดนัดพบบนบริเวณชั้น 4  ประตู 3 เคาน์เตอร์ E ของสายการบินแอร์เอเซีย  คณะของพวกเราชาว IDOtravellers.com ได้พบกับคุณวรินทร์พร  นีลดานุวงศ์  หรือชื่อเล่นว่า  คุณเล็ก  แห่งบริษัท “เพื่อนท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางให้กับพวกเรา ในการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวประเทศเวียดนามตอนเหนือในทริปนี้  สำหรับท่านที่สนใจการเดินทางท่องเทียวในประเทศเวียดนามสามารถหาข้อมูลรายละเอียดได้ที่  http://www.friendtravelthai.com/  

06.55 น.  หลังจากตรวจเช็คเอกสารการเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินแอร์เอเซีย  เที่ยวบินที่  FD3700  ก็พาพวกเราเหิรฟ้าสู่กรุงฮานอย  ประเทศเวียดนามในทันที สนามบินนอยไบ  กรุงฮานอย         

08.15 น.ใช้เวลาในการเดินทางประมาน 1.20 ชั่วโมง  เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินแอร์เอเซียก็พาพวกเราเดินทางมาถึงสนามบินนานาชาตินอยไบกรุงฮานอย  ประเทศเวียดนาม  หลังจากตรวจเช็คสัมภาระเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จากนั้นจึงมาตรวจเอกสารการเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเวียดนาม  ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเวียดนาม  ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าทั้งสองประเทศมาหลายปีแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามได้ภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งเดือนหลังจากตรวจเอกสารการเดินทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
คุณเล็กก็พาพวกเราเดินทางโดยรถตู้  จากสนามบินนอยไบมุ่งหน้าสู่กรุงฮานอย  เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 

สาเหตุที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 1 ชั่วโมง  ก็เพราะว่าในประเทศเวียดนาม  มีกฏหมายจำกัดความเร็วของรถยนต์ทุกชนิด  ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน  สำหรับนักท่องเที่ยวประเภท Back Packer สามารถใช้บริการรถโดยสารของทางสนามบิน  เดินทางมายังกรุงฮานอยได้ในอัตราค่าโดยสารคนละ 100-120 บาท  หรือจะใช้บริการรถ Taxi มิเตอร์  ก็มีให้เลือกใช้บริการบริเวณด้านหน้าสนามบินพวกเราเพลิดเพลินกับการนั่งชมวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจี  ตลอดสองข้างทางจนเข้าสู่เขตเมืองใหม่  ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างตึกรามบ้านช่องและศูนย์การค้าอันทันสมัย  เช่น บิ๊กซี ฯลฯ  ตลอดจนอาคารสถาบันการเงินอันทันสมัย  ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ตลอดสองข้างทางเข้าสู่กรุงฮานอย  พวกเรานั่งรถข้ามสะพานทังลองที่มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำแดง  ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาอันสลับซับซ้อนในประเทศจีน  มีความยาวประมาณ 500 กิโลเมตร  จากนั้นจึงไหลเข้าสู่ตอนเหนือของประเทศเวียดนาม  ผ่านกรุงฮานอยก่อนจะไหลสู่ทะเลจีนใต้  เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางของแม่น้ำสายนี้  รวมระยะทางไหลผ่านตอนเหนือของประเทศเวียดนาม  หนี่งร้อยกว่า กิโลเมตร  ในที่สุดพวกเราก็มาถึงยังเขตเมืองเก่าของกรุงฮานอย   ซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องเก่าๆเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง  ซึ่งแตกต่างจากอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำแดงที่เป็นเขตเมืองใหม่   การจราจรเริ่มคับคั่งไปด้วยยวดยานพาหนะ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์  พาหนะยอดนิยมของคนเวียดนามมีใช้ทุกครัวเรือน   สาเหตุเพราะไปไหนมาไหนได้สะดวก  หาที่จอดได้ง่าย  มอเตอร์ไซด์ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศจีนซึ่งมีราคาถูกคุณภาพก็สมกับราคา สำหรับมอเตอร์ไซด์จากบ้านเราก็ได้รับความนิยมเช่นกัน  เพราะมีคุณภาพดีกว่าแต่ราคาก็แพงกว่า 

ส่วนราคาน้ำมันของเวียดนามถูกกว่าบ้านเรา เพราะเวียดนามมีแหล่งน้ำมันดิบในทะเลจีนใต้   ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั้งสองชนิดมีราคาแตกต่างกันไม่มาก  ราคาลิตรละประมาณ 31-32 บาท(พฤษภาคม  2551)เดินทางมาถึงกรุงฮานอยแล้วถ้าไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของกรุงฮานอยให้ฟังมันก็ยังไงอยู่  ผมจะเล่าประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆให้ท่านฟังดังนี้นะครับ กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม  มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” มีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี  เป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็ก  แต่มีความสวยงามเมืองหนึ่งในแถบภูมิภาคอินโดจีน  จนองค์การยูเนสโกให้กรุงฮานอยเป็น  เมืองแห่งความสงบสุข  เมื่อปีค.ศ. 1999   คำว่า “ฮานอย”ในภาษาเวียดนามมาจากคำสองคำคือ “ฮา” แปลว่า “แม่น้ำ” ส่วน “นอย” แปลว่า “ข้างใน” เพราะกรุงฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงตอนเหนือของประเทศ   โดยมีทะเลสาปน้อยใหญ่ มากมายถึง 18 แห่ง   ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ  ทะเลสาบคืนดาบ  ตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอย  สำหรับกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียดนาม   มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 1553  ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิ์ลีไทโต ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้  และตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา  มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง   จนกระทั่งจักรพรรดิตือดึ๊ก ทรงพระราชทานนามว่า “ฮานอย” ซึ่งมีความหมายว่า  เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำแดง ดังนั้นเมื่อคุณได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนกรุงฮานอย  ผมขอแนะนำให้ไปเริ่มต้นที่   ทะเลสาบคืนดาบ  หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “โฮฮว่านเกี้ยม” ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง   มีถนนสายเล็กๆตัดสลับกันไปมาถึง 3 สาย  ฝรั่ง Back Packer รู้จักเป็นอย่างดีในชื่อของ “โอลด์ควอเตอร์”บรรยากาศเหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา  เพราะบนถนนสายนี้เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก  ทั้งโรงแรม  เกสต์เฮาส์  บริษัทท่องเทียว  ร้านอินเตอร์เนทคาเฟ่  ตลอดจนร้านอาหารมากมายให้คุณได้เลือกรับประทาน  แต่ก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยวแบบซิตี้ทัวร์ในกรุงฮานอย  ผมขอเชื้อเชิญคุณเดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์  เพื่อคาราวะร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์ หรือ“ลุงโฮ”วีรบุรุษของชาวเวียดนาม  เป็นอันดับแรก

  วันที่ 1 City tour กรุงฮานอย

สุสานโฮจิมินห์ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิงห์  บนถนนเบียนเดียนฟู ใจกลางกรุงฮานอย  นอกจากจะใช้เป็นสถานที่ตั้งของสุสานโฮจิมินห์แล้ว  ณ จัตุรัสบาดิงห์แห่งนี้ในอดีต   เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2448  หรือเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมา  โฮจิมินห์ได้อ่านคำประกาศอิสรภาพของเวียดนาม  พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศสหลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอยู่นานถึง 84 ปี  สุสานโฮจิมินห์มีลักษณะเป็นอาคารที่โดดเด่น  เรียบง่าย  สง่างาม  แข็งแกร่ง   เบรียบประดุจดั่งภูผาหิน สำหรับตัวอาคารตั้งอยู่บนฐานสูงหลายชั้นสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนลอดจนไม้มีค่าจากทั่วประเทศเวียดนามมีชื่อเรียกว่า “ล่าจู่ติกโฮจีมินห์.” ภายในสุสานบรรจุศพอาบน้ำยาของโฮจิมินห์นอนสงบนิ่งคล้ายคนนอนหลับอยู่ภายในโลงแก้วในห้องปรับอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการขัดต่อความประสงค์ของโฮจิมินห์ที่ต้องการเผาศพของเขา สุสานแห่งนี้สร้างเมื่อปีพฺ.ศ2516หลังจากที่โฮจีมินห์ถีงแก่กรรมได้4ปี สร้างแล้วเสร็จเมื่อป ีพ.ศ 2518

ในทุกๆเช้านักท่องเที่ยวจะเดินเรียงแถวเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเงียบสงบ และสำรวมเข้าไปคารวะร่างอันไร้วิญญานของโฮจิมินห์วีรบุรุษของชาวเวียดนามชึ่งนอนสงบนิ่งภายในโลงแก้วคล้ายคนนอนหลับ โดยห้ามนักท่องเที่ยวนำกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดีโอทุกชนิดตลอดจนกระเป๋าถือกระเป๋าสะพายเข้าไปภายในสุสานอย่างเด็ดขาด โดยมีทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด   สุสานโฮจิมินห์เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ได้เข้าไปคารวะศพของโฮจิมินห์ยกเว้นวันศุกร์และวันจันทร์เท่านั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสุสานโฮจิมินห์จะปิดเป็นเวลาสามเดือนตั้งแต่เดือนกันยายนถีงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เพื่อชำระล้างซ่อมแซมศพของโฮจิมินห์ให้คงสภาพดีตลอดไป

หลังจากคารวะศพร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมขอพาคุณเดินเท้าไปบริเวณด้านหลังของสุสานโฮจิมินห์ชึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี ปัจจุบันใช้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองตัวอาคารทาด้วยสีเหลืองอ่อนทั้งหลัง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไกลๆห้ามเข้าไปใกล้แต่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ในระยะไกลๆ

จากทำเนียบของประธานาธิบดี ผมขอพาคุณเดินเท้าต่อไปตามทางเดินระยะทางประมาณ100 เมตร จะพบกับบ้านพักของโฮจิมินห์สถานที่ที่ท่านเคยพำนักอยู่เมื่อครั้งยังมีชีวิตในช่วงปีพศ 2501-2512 ทำเลบ้านพักตั้งอยู่ในสวนอันร่มรื่นและสระน้ำขนาดกลางมากมายด้วยฝูงปลาสวยงามนานาชนิด

บ้านพักสร้างด้วยไม้ทั้งหลังยกพื้นสูงชั้นล่างโปร่งไม่มีผนังใช้เป็นที่พักผ่อนและต้อนรับแขกมีบันไดไม้ขึ้นไปยังชั้นบนเป็นห้องสมุดและห้องทำงานของโฮจิมินห์สิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ภายในห้องแสดงถึงความสมถะเรียบง่ายของรัฐบุรุษผู้นี้  จนได้รับการยกย่องให้เป็น  “บิดาของประเทศเวียดนาม” ส่วนด้านหลังของบ้านพักจะมีหลุมหลบภัยจากการโจมตีทางอากาศของฝ่ายศัตรู   รวมทั้งห้องวางแผนการรบ การปกครองกับบรรดาเหล่าทหารคู่ใจ      ก่อนถีงทางออกจากบ้านพักของโฮจิมินห์ จะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก,หนังสือ,โปสการด์ฯ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะมีรูปภาพของโฮจิมินห์ทั้งสิ้น

พวกเราเดินออกจากบ้านพักโฮจิมินห์ด้านขวามือคีอ  วัดเจดีย์เสาเดียว

ชาวเวียดนามเรียกว่า “ จั่วโมดโกด หรือ วัดแห่งความรัก ใช้เวลาเดินเท้าเพียงสามนาทีเท่านั้นจากบ้านพักโฮจิมินห์ก็จะถึงวัดแห่งนี้ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี  พ.ศ1592 ต่อมาถูกฝรั่งเศสเผาในปีพ.ศ 2497และได้รับการช่อมแชมใหม่ในปี พ.ศ2498 สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลังเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวตั้งอยู่กลางสระบัวซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของโลกในดอกบัว ภายในศาลาประดิษฐานรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม  ”

ซึ่งเป็นรูปที่พิเศษกว่ารูปอื่นๆ คือเป็นปางแสดงอภินิหารมีสิบกรแต่ละมือถือของมงคลรวมของมงคลรวมแปดอย่าง ด้านหน้ามีบันไดปูนเดินขึ้นไปนมัสการได ้และถัดไปเล็กน้อยหลังสวนสาธารณะของวัดเจดีย์เสาเดียวทางด้านขวามือเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงชีวประวัติของโฮจิมินห ์ผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีของเวียดนาม ถ้าคุณมีเวลามากพอควรเข้าไปเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ศึกษามากมาย     พอพวกเราเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี

คุณเล็กแห่งเพื่อนท่องเที่ยวทัวร์ผู้สนับสนุนการเดินทางของพวกเราในทริปนี้ี้ เชิญชวนพวกเราให้ลองไปลองลิ้มชิมรสอาหารกลางวันสไตล์เวียดนามกันที่ร้าน
ZEN ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองฮานอยระยะทางประมาณห้ากิโลเมตร     ZEN เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติซึ่งนอกจากจะมีอาหารเวียดนามให้ลองลิ้มชิมรสแล้วยังมีอาหารนานาชาติให้คุณได้เลือกรับประทานอีกด้วยลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติ  ภายในร้านยังถูกจัดเป็นล็อคๆมีการสาธิตวิธีการปรุงอาหารสไตล์เวียดนามโดยแม่ครัวชาวเวียดนามสำหรับอาหารที่ปรุงให้ลูกค้าได้รับประทานได้แก่ ปอเปี๊ยสด ขนมเบื้องญวน และที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือ  เฝอ อาหารยอดนิยมของคนเวียตนามและอาหารอื่นๆอีกมากมายจนสาธยายไม่หมด สำหรับเรื่องรสชาตินั้นหรือครับต้องบอกว่า  “งอนหลำ”  หรือแปลเป็นไทยว่าอร่อยมากครับ


หลังอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้ว ในช่วงบ่ายคุณเล็กบอกกับพวกเราว่าจะพาพวกเราไปท่องเที่ยวแบบ city tour กันในกรุงฮานอยแต่การท่องเที่ยว citytour ของเราในครั้งนี้จะใชรถซิคโคล่

ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถสามล้อถีบในบ้านเราจะแตกต่างกันตรงที่นั่งผู้โดยสารของรถซิคโคล่จะอยู่ด้านหน้าของคนขับซึ่งบ้านเราจะอยู่ด้านหลังคนขับ   พวกเราบางคนกลัวไม่กล้านั่งเพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารตายก่อนคนขับ   แต่คนขับรถซิคโคล่เขารับรองในเรื่องความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์    สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบ city tour ของรถซิคโคล่ในกรุงฮานอยเป็นที่นิยมชมชอบของบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉาะชาวยุโรปเพราะที่บ้านเขาไม่มี จึงเห็นเป็นของแปลกไป  สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยแล้วเห็นเป็นเรื่องปกติเพราะสามล้อถีบบ้านเราก็มีให้เห็น อยากนั่งสามล้อถีบเมื่อไรไปเที่ยวเมืองนนท์ก็ได้นั่งแล้ว   แต่เมื่อได้มีโอกาสมาเที่ยวเวียดนามทั้งที่แล้วลองนั่งรถซิคโคล่ชมเมืองฮานอยดูบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร   ส่วนเรื่องสนนราคาเรื่องค่าโดยสารระยะทางใกล้ไกลใช้เวลากี่ชั่วโมงสามารถต่อรองกับคนขับเป็นภาษาอังกฤษได้เพราะคนขับรถซิคโคล่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้แทบทุกคน    จ่ายเงินค่าโดยสารเป็นยูเอสดอลล่าร์จะสะดวกกว่าจ่ายเป็นเงินโด่งสกุลเงินของเวียดนามใบละเป็นแสนเป็นล้านโด่งบวกลบคูณหารให้ปวดหัวกันเปล่าๆ   และเมื่อขบวนรถคาราวานซิคโคล่พร้อมแล้ว กิจกรรมท่องเที่ยวกรุงฮานอยด้วยรถซิคโคล่จึงเริ่มต้นขึ้น และเนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์การจราจรจึงไม่แออัดติดขัดเหมือนกับวันธรรมดาก็ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเราไป  สำหรับสถานที่แห่งแรกที่คุณเล็กจะพาพวกเราเดินทางไปเที่ยวชมก็คือ  วิหารวรรณกรรม

  

 

วิหารวรรณกรรมภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (van mieu) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสุสานโฮจิมินห์ วิหารแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ 1613 หรือเมื่อประมาณ 900 กว่าปีล่วงมาแล้วในสมัยพระเจ้า หลี ไท โตสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขงจื้อและบริเวณที่ติคกันเป็นนี้คือโรงเรียนของพวกขุนนาง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม และเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงวิหารวรรณกรรมให้สังเกตบริเวณเหนือประตูทางเข้าวัดจะจำหลักตัวอักษรความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนจะเดินเข้าไปภายใน”  และจากประตูทางเข้าไปอีกชั้นหนึ่งจะเห็นประตูกำแพงใหญ่อีกชั้นซึ่งมีหอคอยอันงดงามอยู่เหนือบานประตูโดยหอดังกล่าว สร้างเป็นรูปพระอาทิตย์ส่องแสงและสลักเป็นรูปมังกรคู่คาบแก้วและเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบสระน้ำซึ่งต้องเดินอ้อมเข้าไปถึงจะเห็นแผ่นที่จารึกชื่อผลงานและประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาได้เป็นจอหงวนในระหว่าง ปี พ.ศ.1985-2322 โดยแผ่นหินเหล่านี้ตั้งอยู่บนหลังเต่าจำนวน 82 ตัว ตั้งขนาบสระน้ำทั้งซ้ายและขวา

และจากบริเวณนี้ต่อไปด้านในจะมีประตูเข้าสู่วัด ด้านซ้ายมือจะเป็นร้านขายของที่ระลึกและเครื่องดื่ม  ส่วนภายในอาคารหลังใหญ่ของวัดจะเป็นที่ประดิษฐานเคารพขงจื้อพร้อมศิษย์ซึ่งในประเทศเวียดนามผู้คนนิยมนับถือลัทธิขงจื้อกันแพร่หลายซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีนนั่นเองเพราะจีนเคยปกครอง

เวียดนามอยู่ถึงพันปี นอกจากนั้นภายในอาคารหลังนี้ยังมีการแสดงดนตรีสไตล์เวียดนามซึ่งประกอบด้วย สล้อ ซอ ซึงพร้อมด้วยสุภาพสตรีชาวเวียดนามมาร้องเพลงขับกล่อมผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย

หลังจากพวกเราเดินเที่ยวชมภายในวิหารวรรณกรรมจนสมควรแก่เวลาจากนั้นพวกเราออกเดินทางไปยัง 
โบสถ์เซนต์โยเซฟ 

 

โบสถ์เซนต์โยเซฟตั้งอยู่บนถนนยาจุงทางเหนือของทะเลสาบ หว่านเกี๋ยม โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนามทำเลที่ตั้งของโบสถ์แห่งนี้เดิมทีเป็นที่ตั้งของ เจดีย์บ่าวเทียนแต่ ถูกฝรั่งเศสทำลายลงเพราะเพื่อต้องการสร้างโบสถ์ใหม่แห่งนี้  ซึ่งต่อมากลายเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดในฮานอยเริ่มเปิดเป็นทางการครั้งแรกในคืนวันคริสต์มาสเมื่อปี พ.ศ. 2429 บริเวณด้านหน้าของโบสถ์จะมีหอสูงสร้างขึ้นขนาบประตูทางเข้าตัวโบสถ์ซึ่งมีสีเทาแลดูลึกลับ ส่วนสีสันวิถีชีวิตจะปรากฏให้เห็นในตอนโรงเรียนเลิก เมื่อนักเรียนจากโรงเรียนคริสต์เลิกออกมารอผู้ปกครองด้านหน้าของโบสถ์บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะเข็นรถมาขายอาหารและขนมแปลกๆ ให้นักเรียนได้เลือกลิ้มลองก่อนจะเดินทางกลับบ้าน

จากโบสถ์เซนต์โจเซฟ   รถซิโคล่พาพวกเราลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กซอยน้อยในกรุงฮานอย ซึ่งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยตึกรามบ้านช่องร้านรวงของชาวเวียดนาม เผอิญวันนี้เป็นวันอาทิตย์การจราจรจึงไม่ค่อยติดขัด ทำให้พวกเราเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นพวกเรานั่งชมวิวทิวทัศน์วิถีชีวิตของชาวเวียดนามบนรถซิโคล่จนเดินทางมาถึง   โรงละคร  Opera  house 

ตั้งอยู่บนถนน ลี ไท โต ตัดกับถนน ตรังเทน ซึ่งมีลักษณะเป็นวงเวียนห้าแยกซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนโรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 ตัวตึกสไตล์โคโลเนียลสมัยยุคอาณานิคมฝรั่งเศสทาสีเหลืองสลับขาวตัวตึกแข็งแกร่งถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามมีจำนวนที่นั่ง 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ แต่จะเด่นในเรื่องการแสดงดนตรีคลาสสิคมากกว่าการแสดงละครโอเปร่า ซึ่งคนเวียดนามรุ่นใหม่ฟังไม่รู้เรื่อง คู่บ่าวสาวชาวเวียดนามนิยมเดินทางมาถ่ายรูปกันบริเวณด้านหน้าของโรงละครแห่งนี้   ส่วนด้านหลังของโรงละครเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2475 สำหรับสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเวียดนามทุกยุคทุกสมัย โดยมีวัตถุโบราณที่หาดูได้ยากสิ่งที่น่าสนใจคือกลองสำริดขนาดใหญ่ของพวกจาม นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น เครื่องถ้วยชามโบราณและรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิม  นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของกษัตริย์เวียดนามทั้ง 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน  หากคุณชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับโบราณวัตถุ รับรองว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะให้คุณได้สัมผัสถึงรากเหง้าแห่งอารยะธรรมของเวียดนามได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้เลยทีเดียว   และจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เจ้ารถซิโคล่ก็พาพวกเราเดินทางต่อไปยังทะเลสาบคืนดาบซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของกรุงฮานอย  ระหว่างทางพวกเราเดินทางผ่าน สวนสาธารณะเลนิน

และอนุสาวรีย์พระเจ้า หลี ไท โต 

ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับทะเลสาบคืนดาบ
ทะเลสาบคืนดาบ  

             

ทะเลสาบคืนดาบหรือที่ภาษาเวียดนามเรียกว่า “โฮฮว่านเกี๋ยม” มีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระเจ้าหลีไทโต ได้รับมอบดาบวิเศษมาใช้ในการต่อสู้กับพวกหมิงจากจีนในปีพ.ศ.1961-1971 เป็นเวลาสิบปี หลังจากได้รับชัยชนะพระองค์ได้ลงเรือออกไปกลางทะเลสาบแห่งนี้ เพื่อที่จะคืนดาบวิเศษให้แก่เต่าศักดิ์สิทธิ์  สักครู่หนึ่งเต่าก็โผล่ขึ้นมารับดาบจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วดำน้ำหายไปในทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้  กลางทะเลสาบมีหอคอยเล็กๆชื่อว่า “หอคอยเต่า” 

ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบและภายในทะเลสาบแห่งนี้ยังมีเต่ายักษ์อาศัยอยู่ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้   จากนั้นคนขับรถซิโคล่ก็พาพวกเรามาส่งที่บริเวณอนุสาวรีย์แห่งการต่อสู้ตรงข้ามกับวัด หง๊อกเซินที่ตั้งอยู่บนเกาะหยกในทะเลสาบคืนดาบเป็นอันสิ้นสุดภารกิจของ รถซิโคล่แต่เพียงเท่านี้ จากนั้นคุณเล็กพาพวกเราเดินข้ามถนนมายัง วัดหง๊อกเซิน  สำหรับการข้ามถนนในเวียดนามจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ซึ่งแล่นผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก   การข้ามถนนอย่าตัดสินใจชักช้ากล้าๆ กลัวๆ หันซ้ายแลขวาพอเห็นว่าปลอดรถก็เดินข้ามเลยเดินตามปกติไม่ต้องรีบร้อนคนขับรถเขาจะหลบให้เอง   รับรองใช้วิธีนี้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์  จากทางเดินรอบทะเลสาบคืนดาบจะมีประตูทางเข้าสู่วัดหง๊อกเซินจากนั้นข้ามสะพานไม้สีแดงมีชื่อว่า เทฮุก แปลว่า “แสงอาทิตย์”

ยาวประมาณ 20 เมตรข้ามไปยังเกาะหยกอันเป็นที่ตั้งของวัดแห่งนี้
วัดหง๊อกเซิน 

       
   
วัดหง๊อกเซินหรือ วัดเนินหยก แห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบคืนดาบประกอบด้วยอาคารชั้นเดียวจำนวนสองหลังภายในประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมเจ้าพ่อกวนอูและ ขงจื้อพร้อมศิษย์   

บริเวณอาคารหลังเล็กมีซากเต่าขนาดใหญ่สตาฟไว้ให้ชมหนึ่งตัวพร้อมดาบศักดิ์สิทธิ์จำลองหนึ่งเล่มใส่ตู้กระจกไว้ใกล้กัน 

ในยามเย็นจะมีชาวเวียดนามมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ บางคนก็มาออกกำลังกายกันเป็นประจำทุกวันสำหรับค่าเข้าชม 30,000 โด่ง จากวัดหง๊อกเซิน คุณเล็กพาพวกเราเดินข้ามถนนมายังย่านการค้าเก่าแก่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงฮานอยมีชื่อว่า “โอลด์ควอเตอร์” ซื่งมีลักษณะเป็นถนนสายเล็กๆ36สายตัดสลับกันไปมาจนน่าเวียนหัว 

นักท่องเที่ยวต่างชาติชาว back packer จะรู้จักย่านนี้เป็นอย่างดีคล้ายกับถนนข้าวสารบ้านเราซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไว้บริการให้แก่นักท่องเที่ยวเช่น โรงแรม ,เกรทเฮาส์, ร้านอาหาร ,ร้านอินเตอร์เนตมีให้บริการทั่วทุกถนนตลอดจนบริษัททัวร์ 

มากมายหลายบริษัทบริการติดต่อจองโรงแรมที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน ,รถไฟ,รถทัวร์,ต่อวีซ่า รวมทั้งมีแพ็คเกจทัวร์นำเที่ยวหลายรายการให้เลือกตามความพอใจ นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางมาช้อปปิ้งกันที่บริ เวณย่านการค้าแห่งนี้เพราะมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายราคาต่อรองกันได้ พวกเราเดินเที่ยวไปยังตลาดสดจำหน่ายพืชผักผลไม้  กุ้ง หอย ปู ปลา สารพัดอาหารมีให้เลือกซื้อเลือกกินส่วนเรื่องสนนราคาก็ต่อรองกันเอาเอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบช้อปปิ้งสินค้าจำพวกเป้ และกระเป๋าเดินทางร้านค้าสองข้างทางก็มีให้เลือกซื้อหามากมายหลากหลายชนิดหลายขนาดหลายราคา ล้วนแต่ยี่ห้อดัง ทั้งนั้นต่อรองราคากันเสร็จจะจ่ายเป็นเงินโด่งก็ได้ ดอลล่าร์ก็ดีแถมบางร้านยินดีรับเงินบาทไทยด้วย แต่ขอแนะนำให้จ่ายเป็นเงินดอลล่าร์จะได้เปรียบกว่าแถมคิคง่ายกว่าอีกด้วย

ยิ่งจวนเวลาใกล้ค่ำอากาศเย็นสบายผู้คนก็เริ่มออกจากบ้านกันถนนหนทางเริ่มคั่บคั่งไปด้วยมอเตอร์ไซค์การจราจรเริ่มหนาแน่น บริเวณรอบๆทะเลสาบเต็มไปด้วยผู้คน  คนสูงอายุออกมาเดินเล่นวิ่งออกกำลังกาย หนุ่มสาวก็ออกมานั่งคุยนั่งจู้จี้กันรอบทะเลสาบทำเอาพวกเราบางคนอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กันเดินจนออน่แรงขาแข้งเริ่มเมื่อยล้าเดินเรื่อยๆ มาจนถึงโรงละครหุ่นกระบอกน้ำซึ่งตั้งอยู่บนถนน ดิ่งห์ เตียม ฮว่าง 

ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบคืนดาบ      คุณเล็กบอกพวกเราว่าอยากพาพวกเรามาดูละครหุ่นกระบอกน้ำซึ่งมีแห่งเดียวในโลกที่กรุงฮานอยประเทศเวียดนามนี้เท่านั้น    สำหรับการแสดงหุ่นกระบอกน้ำมีวันละสามรอบฤดูท่องเที่ยวเพิ่มเป็นสี่รอบสำหรับบัตรผ่านประตูเข้าชมมีสองราคาคือ 40,000 และ 20,000 โด่งเท่ากับ 50 และ 100 บาท ไทยตามลำดับ

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำในรอบนี้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าคิวรอชมการแสดงจำนวนมาก   สำหรับการแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนามคงจะไม่มี่ที่ในโลกเสมอเหมือนเพราะเป็นหุ่นที่ชักเล่นกันอยู่ในน้ำซึ่งมีความลำบากกว่าการชักหุ่นธรรมดามาก  ศิลปินชาวเวียดนามผู้ชักหุ่นเหล่านี้จะทำให้หุ่นมีชีวิตชีวาราวกับมีลมหายใจเต้นไปเต้นมาตามจังหวะเพลง  ซึ่งการแสดงหุ่นกระบอกน้ำหรือโรย เนื้อกซึ่งแปลตรงตัวว่าหุ่นกระบอกน้ำเป็นรายการที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนกรุงฮานอย ณ.โรงละครหุ่นน้ำทังลอง ริมทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้ สนใจลองคลิกเข้าไปดูที่ http://www.thanglongwaterpupet.org/   พอโรงละครเปิดผู้ชมก็เริ่มทยอยกันเข้าไปในโรงละครสำหรับผู้ชมที่จะนำกล้องบันทึกภาพเข้าไปในโรงละครจะต้องเสียค่าธรรมเนียม กล้องถ่ายรูป 10000 และกล้องวีดีโอ 20000 โด่ง ภายในโรงละครมีลักษณะคล้ายกับโรงภาพยนตร์บ้านเรารองรับผู้ชมได้รอบละหลายร้อยคนพร้อมแอร์เย็นฉ่ำ บรรยากาศมืดสนิททำให้ดูคล้ายกับว่าหุ่นเหล่านี้ลอยอยู่เหนือน้ำได้อย่างแนบเนียน

 

นักเชิดหุ่นจะยืนแช่น้ำอยู่หลังฉากแล้วยื่นไม้ความยาว 3-4 เมตรที่มีหุ่นรูปร่างต่างๆติคอยู่ที่ปลายไม้พร้อมมีสายชักให้แขน ขา คอ ปาก ของหุ่นเคลื่อนไหวยื่นออกมาแสดงในน้ำด้านหน้าฉากโดยให้หุ่นลอยอยู่เหนือน้ำบ้างดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำบ้าง  ผู้ชมไม่สามารถจะเห็นคนชักหุ่นได้เลยจนกว่าการแสดงจะสิ้นสุดลง     พอผู้ชมเข้านั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นโดยแบ่งออกเป็นชุดเปิดโรง เช่นมีการจุดประทัด สะบัดธง มังกรพ่นไฟ นกปล่อยธง และขบวนทหารตามเสด็จ  ชุดวิถีชีวิตชาวไร่ชาวนาเช่นการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงควาย จับปลาเล่นว่าวฯ 

ชุดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เช่นรำสี่สหาย (มังกร สิงโต เต่า นก) และชุดบุคคลสำคัญ เช่น ตำนานพระเจ้า หลี ไท โตและทะเลสาบคืนดาบ  แต่ชุดที่ดืงดูดความสนใจและเรียกเสียงฮาได้มากที่สุดคือชุดวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่มี ถังเต๋อหรือเรียกเป็นภาษาอีสานว่า บักเต๋อ แสดงนำ เป็นตัวตลกที่มีบุคลิกคล้ายกับไอ้เท่ง ในหนังตะลุงบ้านเรา     สำหรับการละเล่นหุ่นกระบอกน้ำอยู่เคียงคู่กับชาวเวียดนามตอนเหนือในพื่นที่ลุ่มแม่น้ำแดงมาเนิ่นนาน สาเหตุเพราะในแต่ละปีมีช่วงเวลาที่แม่น้ำแดงล้นหลากมาท่วมไร่นาของชาวบ้านเป็นเวลานานซึ่งแทนที่จะมามัวนั่งเหงาเศร้าซึมรอเวลาน้ำลดลงชาวบ้านกลับคิดค้นการละเล่นหุ่นกระบอกน้ำกันขึ้นสะท้อนความผูกพันกับท้องไร่ท้องนาและพื้นน้ำเพราะคำว่า “เนื้อก” ในภาษาเวียดนามก็คือน้ำนั่นเอง

จากการละเล่นหุ่นน้ำของชาวบ้านได้เริ่มพัฒนาจนกลายมาเป็นการแสดงในราชสำนักการแสดงหุ่นกระบอกนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หลีเมื่อเกือบหนึ่งพันปีล่วงมาแล้ว  แต่การแสดงหุ่นกระบอกนน้ำครั้งใหม่เริ่มขึ้นใน ปีพ.ศ. 2499 โดยท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้ให้การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งคณะหุ่นละครกระบอกน้ำขึ้นโดยการเชิญคณะ ราโตสศิลปินหุ่นกระบอกชาวเช็คมาช่วยพัฒนาตัวหุ่นกระบอกน้ำให้มีสีสันเพิ่มความหลากหลายขึ้น  รวมทั้งดำเนินการก่อสร้างโรงละครหุ่นกระบอกน้ำทังลอง ขึ้นมาใหม่ ณ บริเวณทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้  ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโรงละละครหุ่นกระบอกน้ำที่ได้มาตรฐานที่สุดโดยศิลปินหุ่นกระบอกน้ำกระทรวงวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม กล่าวได้ว่าหากเดินทางมาท่องเที่ยวกรุงฮานอยแล้วไม่ได้มาชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำเปรียบเสมือนกับยังไม่ได้มาถึงเวียดนาม   เรานั่งชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำพร้อมกับทึ่งในความสามารถของคนเชิดหุ่นซึ่งต้องใช้ศิลปะและความสามารถส่วนตัวอย่างมากในการเชิดหุ่นให้เคลื่อนไหวพลิ้วไปตามผิวน้ำคล้ายกับมีชีวิต  หลังจากการแสดงสิ้นสุดลง นักเชิดหุ่นกระบอกทุกคนที่แอบเชิดหุ่นอยู่หลังฉากก็ออกมาแสดงความขอบคุณผู้ชมที่เข้ามาชมการแสดงละครหุ่นกระบอกในครั้งนี้

หลังจากออกจากโรงละครหุ่นกระบอก คุณเล็กก็พาพวกเราเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้าน min h  anh   ซึ่งเป็นร้านอาหารเวียดนามเล็กๆแต่ภายในร้านถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามอยู่ไม่ไกลจากโรงละครทังลองมากนัก

สำหรับเมนูอาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารเวียดนามเช่น กุ้งอบชานอ้อย ต้มยำเวียดนาม ฯ และที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือผัดผัก  หลังอาหารค่ำเสร็จสรรพพวกเราออกมาเดินเล่นหน้าร้านอาหาร  เพื่อรอรถเดินทางกลับที่พัก      บรรดาแม่ค้าก็เข้ามามะรุมมะตุ้มรุมล้อมเสนอขายสินค้าให้กับพวกเรา แกล้ง  ต่อรองราคากันครึ่งต่อครึ่งนึกว่าจะไม่ให้กลับให้หน้าตาเฉยเมื่อกล้าขายก็กล้าซื้อ พวกเราเลือกซี้อสินค้ากันคนละอย่างสองอย่าง จากนั้นจึงขึ้นรถเดินทางเข้าสูที่พัก  

 

สำหรับโรงแรมที่พักของพวกเราในคีนนี้ คีอ โรงแรม cwd hotel  ตั้งอยู่ห่างจากสุสานโฮจิมินห์ระยะทางประมาณ 500 เมตร อัตราค่าที่พักสำหรับวอคล์อิน คืนละ 40 ยูเอสดอลล่าร์  รวมอาหารเช้า  จากนั้นพวกเราจึงจัดการเก็บสัมภาระเข้าห้องพัก ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเสร็จสรรพ  สวดมนต์ขอพรล้มตัวลงนอนพร้อมกับกล่าวคำว่า    ราตรีสวัสดิ์ ฮานอย  พรุ่งนี้เราจะพาคุณๆไปเที่ยวอ่าวฮาลองเบย์กัน

                          

        

ซาปา..เวียดนาม หลังคาแห่งอินโดจีน
ซาปา..เวียดนาม หลังคาแห่งอินโดจีน เวียดนาม สายหมอกที่โอบกอดขุนเขา ละเลียดไหลไปตามสายลมอันอ่อนโยน อ่านต่อ...
  Vietnam : Ha noi high light  สีสันแห่งชีวิตที่มีสไตล์ Vietnam : Ha noi high light สีสันแห่งชีวิตที่มีสไตล์ มีรูปแบบ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น อ่านต่อ...
ซาปา หลังคาแห่งอินโดจีน กับ นุ บางบ่อ ซาปา กับ นุ บางบ่อ เวียดนาม
หลังคาแห่งอินโดจีน....อ่านต่อ...
 
"มุยเน่" สัญญา..ทะเลทราย

มุยเน่..สัญญาทะเลทราย เวียดนาม บนรอยทางเดินของโลกกว้างใบนี้...มีความแปลกใหม่อยู่มากมาย อ่านต่อ...

เมืองแห่งมรดกโลก..ที่เวียดนาม มังกร..แห่งทะเลจีนใต้ เมืองมรดกโลก..ที่เวียดนาม เวียดนาม
ฝนเดือนสามขึ้นสามค่ำไทย คนทำนาลูกชาวนา จะรู้ดีว่าเป็นฤดูแห่งการเรียกขวัญข้าว อ่านต่อ...
  ดาลัท..เวียดนามใต้ตอน # 3 เวียดนาม มวลดอกไม้ในสายลมหนาว...กับเมืองหนาวๆ แบบนี้ ดาลัท..เวียดนามใต้ตอน # 3 เวียดนาม มวลดอกไม้ในสายลมหนาว...กับเมืองหนาวๆ แบบนี้ อ่านต่อ...
พระจันทร์เต็มดวง เมืองมรดกโลกฮอยอัน  Full Moon Hoi An พระจันทร์เต็มดวง เมืองมรดกโลกฮอยอัน เวียดนาม แสงเดือน..โคมไฟ..สว่างไสวเรืองรอง ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ชายฝั่ง อ่านต่อ...   ดาลัท..เวียดนามใต้ตอน # 2 ดาลัท..เวียดนามใต้ตอน # 2 เวียดนาม ผ้าพันคออย่างห่างกาย เพราะเมืองนี้..หนาวถึงใจตลอดทั้งปี อ่านต่อ...
"ทูโบน" สายน้ำแห่ง..ชีวิต
"ทูโบน" สายน้ำแห่ง..ชีวิต เวียดนาม
สายน้ำ..ยังคงพัดพาความทรงจำให้จากไปและได้หวนรำลึก อ่านต่อ...

  บั๊คห่า..เวียดนาม สีสันตลาดแห่งชนเผ่า บั๊คห่า..สีสันตลาดแห่งชนเผ่า เวียดนาม ตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พลาดไม่ได้ที่ต้องมาเยี่ยมชม อ่านต่อ...
4 วัน ในเวียดนามเหนือจาก ฮาลองเบย์ สู่ ฮาลองบก 4 วัน ในเวียดนามเหนือจาก ฮาลองเบย์ สู่ ฮาลองบก เวียดนาม ของพวกเราชาว IDOtravellers อ่านต่อ...   ทัวร์เวียดนาม กับ นุ บางบ่อ
ทัวร์เวียดนาม กับ นุ บางบ่อ เวียดนาม
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กผมเคยคิดอยู่บ่อยๆ ว่าขอบฟ้าผืนนี้ไปสิ้นสุดตรงไหน....อ่านต่อ...
ทะเลทรายมุ่ยเน่ เวียดนาม ...หาดทรายละเอียดทอดตัวยาวเคียงคู่ไปกับฟ้าสีครามพร้อมเกลียวคลื่น ทะเลทรายมุ่ยเน่ เวียดนาม หาดทรายละเอียดทอดตัวยาวเคียงคู่ไปกับฟ้าสีครามพร้อมเกลียวคลื่น อ่านต่อ...   ดินแดนศักดิ์สิทธิ์..แห่งหุบเขาหมี่เซินถึงอณาจักรจาม ดินแดน..ศักดิ์สิทธิ์ เวียดนาม แห่งหุบเขาหมี่เซินถึงอณาจักรจาม วัฒนธรรม อารยะธรรมที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อ่านต่อ...
  


.  
ในนามของเพื่อนท่องเที่ยวขอขอบคุณ.....
คุณสุเทพ พวงมะโหด บรรณาธิการบริหาร WWW.IDOTRAVELLERS.COM
  เป็นอย่างยิ่งครับ
ที่ได้เขียนเรื่องราวประสบการณ์ 4 วัน ในเวียดนามเหนือให้เพื่อนๆ สมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และเก็บเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการท่องเที่ยวครั้งต่อไป และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ



วันที่ 2 จากฮานอย สู่ฮาลองเบย์  วันที่ 3 ล่องเรือในอ่าวฮาลองเบย์  วันที่ 4 นิงห์บิงห์ ฮาลองบก เมืองโบราณในอ้อมกอดธรรมชาติ ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม