:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
 
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว
 
การวิเคราะห์เว็บระดับองค์กร Visitors Report

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว

พม่า ตอน ...ชเวมอดอร์ถึงอินทร์แขวน...

สถานที่ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั้น...เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่สูงเทียมฟ้าบนภูสูง ทางที่จะขึ้นไปนั้นสูงชัน ทางที่เดินขึ้นไปนั้นทำให้เหนื่อยหอบ แต่ความเหนื่อยยากก็มิได้เป็นอุปสรรค ด้วยแรงศรัทธาแห่งมหาชนที่หลั่งไหลตั้งใจขึ้นไป ไปให้ถึงบนยอดเขาลูกนี้...

...มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 04.00 น. แต่พอนั่งเครื่องออกจากประเทศไทยไม่นาน เครื่องบินก็บินอยู่เหนือน่านน้ำแถบปากน้ำอิระวดี (แม่น้ำสายนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนบนผืนดินแห่งนี้) พอบินผ่านสายน้ำที่กว้างใหญ่มาได้ไม่นาน เครื่องก็เตรียมร่อนลงจอดที่ สนามบินย่างกุ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต (Yangan International Airport) หรือเรียกกันทั่วไปว่า...เมงการาดอน ในเวลา 08.00 น. โดยประมาณ

ดังนั้นการนัดหมายเวลา..เราจะใช้เวลาในพื้นถิ่นเป็นหลัก (เวลาในประเทศพม่าช้ากว่าไทย 30 นาที ต้องปรับนาฬิกาใหม่) พอผ่านพิธีการทางศุลกากรตรวจคนเข้าเมือง พร้อมเช็คสัมภาระ ไม่นานเราก็มาพร้อมกับนนรถ รถค่อยๆ วิ่งผ่านเมืองย่างกุ้งที่แออัด ไปตามทางถนนขึ้นไปทางเหนืออีกประมาณ 80 กม. เพื่อออกเดินทางสู่เมืองหงสาวดี ซึ่งตอนเดินทางขากลับ เราจะพูดถึงประวัติของเมืองนี้ว่า... ทำไม! จึงมีหงส์คู่เป็นสัญลักษณ์ เมืองหงสาวดี (Hansawadee)
เมืองนี้ที่เป็นทางผ่าน...แต่เราจะไม่ผ่านเลย

เราไม่พลาดที่จะแวะรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นมื้อแรกของคณะเรา พอเห็นหน้าตาอาหาร อาหารส่วนใหญ่เท่าที่มองดู วัฒนธรรมการกิน จะไม่แตกต่างจากบ้านเรา เพราะอาหารที่เป็นหลักก็คือข้าว ใช้ทานกับกับข้าวหลายอย่าง ซึ่งชื่ออาหารผมจะขอเรียกชื่อแบบไทยๆ นะครับ เช่น ไก่ทอดใส่เครื่องข่าตะไคร่ขมิ้น แกงจืดน้ำใสใส่ผักเขียว ที่ชิมแล้วรสชาติใสๆ แ้ปร่งๆ หรือน้ำแกงบางอย่างจะมีกลิ่นยี่หร่า-ผักชี ไข่เจียวทอด ปลานึ่งหรือทอด กุ้งเผา เต้าหู้ทรงเครื่อง แต่ของโปรดของทุกคนเห็นจะเป็นน้ำพริก หากสังเกต พริกป่นจะใส่กุ้งแห้งป่น (มีเป็นห่อซื้อเป็นของฝากได้) จะบอกว่ามันคือ น้ำพริกกุ้งเสียบใส่หอมเจียวนั้นเอง...




ซึ่ง..กับข้าวหลายอย่าง
จะใช้เครื่องเทศผสม จึงเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น พอทานแล้วก็ต้องบอกว่าอาหารหน้าตาคล้ายบ้านเรา แต่รสชาติน่าจะคุ้นลิ้นคนพื้นที่มากกว่า จนอยากจะบอกว่าอาหารแบบนี้ รสชาติแบบนี้ อาจจะได้รับอิทธิพลการปรุงอาหารมาจากประเทศอินเดียและจีนแฝงอยู่ แต่เท่าที่เดินทางในประเทศนี้หลายภูมิภาค หลายพื้นที่ ในแต่ละพื้นที่ของภาคก็จะมีรสนิยมการทานอาหารแบบเฉพาะถิ่น




เนื่องด้วยประเทศสหภาพพม่านั้นกว้างใหญ่... ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ก็มีเผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์มากมาย การอยู่การกิน ก็จะหาอยู่หากินโดยอาศัยภูมิประเทศในท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น ทางภาคเหนือตอนบนมีภูเขาสูงถึงสูงมาก สูง...ขนาดว่ามีหิมะตก ส่วนทางแถบรัฐฉาน เช่น เชียงตุง เมืองลา จะเป็นชาวไทใหญ่ที่อยู่ตามสันเขาไปจนถึงที่ราบในหุบเขา จึงมีอาหารป่าเนื้อสัตว์ป่าบ้าง แต่ตามท้องตลาดเท่าที่เห็น ถึงแม้จะมีอาหารจากสัตว์ป่าในบางเมือง (เมืองลามีอาหารป่ามาก) แต่อาหารหลักก็เป็นพืชไร่ นาข้าว ถั่ว ข้าวโพด ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ไก่ เป็ด วัว ควาย ม้า เป็นต้น ส่วนทางด้าน ทะเลสาบอินเล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ จะมีปลาน้ำจืด ผักลอยน้ำ แต่หากลงไปสุดทางใต้ของประเทศจนถึงคอคอดกระ ที่ติดทะเลอันดามันที่เป็นแหล่งโปรตีนหลักๆ อาหารทะเลจะอุดมสมบูรณ์มาก แต่ถ้าหากมาทางตลาดแถบแม่สอด หรือฝั่งไทยที่เรียกว่า ตลาดริมเมย อาหารทะเล กุ้ง ปู หอม พริก กระเทียม มันฝรั่ง ถั่วเหลือง อาหารแห้งทางทะเลและเครื่องเทศบางอย่าง จะเข้าประเทศเรามาทางด่านนี้เยอะมาก จนตัวเลขเท่าที่สอบถามหอการค้าจังหวัดตาก บอกว่า มวลรวมไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน เล่าเรื่องอาหารไปไกลหลายภาค ขอวกกลับมายังโบราณสถานบ้างครับ ตอนนี้ออกจากร้านอาหาร มองนาฬิกา ด้วยเงื่อนไขของเวลา พวกเรายังพอมีเวลาสามารถแวะกราบนมัสการ...เจดียร์ชเวมอดอร์

เจดียร์ชเวมอดอร์ (Shwemordore)
คนไทยทั่วไปมักเรียกว่า...พระมหาเจดีย์มุเตา ซึ่งหากมองแต่ไกลในหลายมุม ก็ยังมองเห็นเจดีย์ เพราะเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ที่สูงมากๆ ตั้งอยู่คู่บ้านคู่เมืองหงสาวดีมานาน องค์เจดีย์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี เจดีย์องค์นี้เป็นที่เคารพรัก อนุลักษณ์ ของชาวมอญ ชาวพม่า ในพื้นถิ่น ต่างถิ่น มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก่อนจะถึงเจดีย์ ผมถือโอกาสนี้นั่งรถชมเมือง รวมถึงบันทึกภาพวิถีชีวิตไปด้วย ภาพที่เห็น คือ ชาวประชาในเมืองส่วนใหญ่ยังใช้รถเก่า รถจักรยานยนต์ รถม้า คนขายขนม-ผลไม้จะนำถาดสินค้าที่จะขายวางไว้บนเหนือศีรษะ แต่ถ้าหากมองเข้าไปตามซอยเล็กซอกของตึกเก่าๆ เราจะมองเห็นวัวเทียมเกวียนสำหรับใช้เป็นพาหนะเดินทางของคนพื้นถิ่น พอรถมาจอดถึงเจดีย์ ซึ่งวันนี้รถไม่ได้เข้าด้านหน้า หากแต่รถมาจอดด้านข้างใกล้ๆ องค์เจดีย์ เพื่อให้เราไม่ต้องเดินนับบันไดหลายขั้น เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกอีกไม่ไกล พอมาถึงด้านบนก่อนจะเข้าเจดีย์ จะต้องจ่ายค่าบำรุงสถานที่พร้อมจ่ายค่าบันทึกภาพที่เจดีย์มุเตา 300 จ๊าด (ประมาณสิบกว่าบาทเพื่อไว้บูรณะเจดีย์) เดินผ่านซุ้มประตูที่บังตาเขาไปลานที่ตั้งมหาเจดีย์ ทุกท่าน ทุกคน รวมถึงผม จะต้องแหงนคอตั้งบ่ากันทุกคน เพราะองค์เจดีย์สูงใหญ่ หากใครแหงนมองจนเมื่อยคอก็ว่ากันไป ส่วนผมหลังจากกราบมนัสการทำบุญเสร็จ ขอนอนหลังราบกับพื้นกระเบื้องรอบเจดีย์ แล้วค่อยๆ ชมความยิ่งใหญ่อลังการขององค์เจดีย์ ภายในบริเวณนั้นนอนได้สบายครับเพราะพื้นสะอาด ด้วยว่าคนพื้นเมืองนิยมมาทำความสะอาดสถานที่ที่เขาเคารพบูชา และทุกพื้นที่ที่เป็นศาสนสถาน จะต้องแต่งตัวเรียบร้อยรวมถึงถอดรองเท้าเข้าไป




ตามตำนานการสร้างเจดีย์ ที่เล่าสืบต่อกันมามีอยู่ว่า... (เสียงผู้บรรยายจากสายลม) พ่อค้าชาวมอญสองคน ได้อัญเชิญพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้ามาจากอินเดีย เจดีย์แห่งนี้ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ชาวมอญ พม่า ไทย
ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ไพร่ฟ้า ประชาชน ก็มีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมาในหลายรัชกาลหลายสมัย
ด้วยรูปแบบขององค์เจดีย์ เท่าที่มองนั้น เป็นศิลปะมอญผสมพม่าได้อย่างกลมกลืนลงตัว ในอดีตมีการบันทึกไว้ว่าเจดีย์มีความสูง 75 ฟุต หลังจากการซ่อมบูรณะหลายครั้ง วัดความสูงได้โดยประมาณ 377 ฟุต หากเปล่งเสียงเรียกเจดีย์ตามเสียงพม่าในปัจจุบัน จะเรียกว่า ไจก์มุเตาแห่งเมืองบาโค (บาโคคือชื่อแม่น้ำ) ชาวพื้นเมืองท้องถิ่นเล่าลือกันว่า..ต้องแหงนหน้าขึ้นมอง จนจมูกถูกแสงแดดร้อนแผดเผา จึงจะเห็นยอดเจดีย์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ได้เรียกชื่อเป็นภาษามอญว่า “มุเตา” ที่แปลว่า...จมูกร้อน หากเรียกควบคู่ไปกับคำว่า “ชเวมอดอร์” ที่มีความหมายว่า...มหาเจดีย์พระเจ้าทองคำ

ส่วนหากใครเดินเข้ามาด้านในรอบเจดีย์ทางด้านเหนือ เราจะมองเห็นยอดเจดีย์หักวางอยู่... สาเหตุก็เนื่องมาจาก ในกาลเวลา 80 ปี ผ่านโดยประมาณ ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2473
ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุ่นแรงที่ประเทศพม่า ยอดฉัตรบนสุดของเจดีย์ได้หักลงมา เป็นเหตุให้มีการเรี่ยไรทรัพย์ที่มีมาทำการซ่อมองค์เจดีย์ใหม่ องค์เจดีย์จึงสูงกว่าเดิม แต่ด้วยแรงศรัทธาแห่งมหาชน ที่ให้ความเคารพศรัทธาองค์เจดีย์เก่า ทางการพม่าจึงได้อนุญาตให้นำยอดที่หักลงมาวางไว้ที่เดิม เพื่อให้ชาวมอญ พม่า พุทธศาสนิกชนต่างถิ่นทั่วๆ ไป ได้เดินทางมาสักการะกราบไหว้ ซึ่งหากผู้ใดมาที่เจดีย์มุเตา ตรงจุดยอดเจดีย์หักจะเป็นจุดอธิฐานที่สำคัญ ที่บางคนนำหน้าผาก หัว มาแตะ หรือ นำก้านธูปมาค้ำที่แนวร่องรอยต่อเจดีย์หัก โดยส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า..นี่คือเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุองค์จริง เมืองนี้มีอีกหลายสิ่งที่น่าสนใจไว้จะเล่าตอนต่อไป เพราะวันนี้ต้องเร่งรีบเดินทางขึ้นเหนือไปอีกไกล ใช้เวลาโดยประมาณ 3 ชม. เพื่อรีบไปให้ทันบันทึกภาพแสงใกล้ค่ำที่...พระธาตุอินแขวน

พระธาตุอินแขวน
สถานที่ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั้น...เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่สูงเทียมฟ้าบนภูสูง ทางที่จะขึ้นไปนั้นสูงชัน ทางที่เดินขึ้นไปนั้นทำให้เหนื่อยหอบ แต่ความเหนื่อยยากก็มิได้เป็นอุปสรรค ด้วยแรงศรัทธาแห่งมหาชน ที่หลั่งไหล ตั้งใจขึ้นไป ไปให้ถึงบนยอดเขาลูกนี้ ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลโดยประมาณ 1,200 เมตร เมื่อรถวิ่งไปบนทางถนนเรียบๆ ที่ไม่สูงชัน และข้ามผ่านแม่น้ำมาสองสาย สายสำคัญคือ แม่น้ำสโตง ซึ่งเป็นชุมชนชาวมอญ-พม่าอาศัยอยู่มาก หากมองออกไปไกลจนสุดสายตาเราจะเห็นว่าท้องนานั้นกว้างใหญ่ไพศาล รถวิ่งผ่านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพื้นถิ่น ผ่านไร่นา ชาวพื้นเมืองวิดน้ำหาปลา และกองฟางกับฝูงวัวควาย รถเริ่มวิ่งไต่ความสูงมุ่งหน้าสู่ เมืองไจ๊ก์ทีโย (Kyaikhtiyo) ซึ่งคำว่า "ไจ๊ก"์ ในภาษามอญแปลว่า...เจดีย์ ส่วนคำว่า "ทิโย" แปลว่า...ฉัตร โดยเรียกตามลักษณะเจดีย์มอญองค์เล็ก หากแปลโดยใจความเมื่อสองคำรวมกัน แปลว่า...เจดีย์องค์เล็กมีฉัตรครอบ



ด้วยสภาพพื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาสูง... อากาศจึงปั่นป่วน-ปรวนแปร ในมวลอากาศมีสายหมอกปนเม็ดน้ำเล็กๆ จนบางครั้งสายหมอกเม็ดใหญ่ จึงเรียกว่าสายฝน หากมองขึ้นไปตามยอดเขา เมฆยอดเขาจะหนาทึบ สีครึ้ม ขาวเทา เหนือทิวไม้เขียวบนภูเขา ลมแรงในที่สูงพัดจนหนาวกาย พอถึงจุด คิมปูนแคมป์เชิงเขาไจ๊ก์ทีโย ทางจะยิ่งเริ่มสูงชันมากขึ้น หลังจากนั่งรถบัสมาถึงจุดนี้ เราจะต้องเปลี่ยนเป็นนั่งรถหกล้อ ขับเคลื่อนสู่ที่สูงชันเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่มีมีการสัมปทาน ทุกท่านควรเปลี่ยนมานั่งรถหกล้อที่เจ้าของเส้นทางสัมปทานจัดให้ ซึ่งรถหกล้อ คนไทยหลายคนมักพูดติดตลกว่ารถขนหมู (เอิ๊กๆๆๆ หัวเราะด้วยคน) รถหกล้อไม่มีสภาพความนุ่ม ที่นั่งเป็นแค่ไม้คาดรองก้น เวลารถวิ่งต้องจับเกาะให้มั่น แล้วรู้จักรีแลกซ์ร่างกาย เวลารถเหวี่ยงหรือกระแทกจะได้ไม่หล่นรถ รถจะไม่มีหลังคา แต่อากาศจะไม่ร้อน เพราะอากาศที่สูงมักหนาวเย็น แต่ถ้าฝนตกหมอกหนาก็เปียก...เอิกๆๆ เมื่อขึ้นมาจนเกือบถึงยอดเขา จะต้องลงจากรถ เปลี่ยนเป็นเดินหรือนั่งเสลี่ยง ไปตามทางที่สูงชันขึ้นไปอีก


จากตรงจุดนี้...หากใครมีเงินอยากสบายก็จ้างเสลี่ยงนั่ง (เงินไทยราคา 1,500 บาท) ส่วนผมทางแค่นี้ เอิ๊กๆๆๆๆ ขอ...ยิ้มสู้ชีวิต...เดินครับ!! วันนี้ต้องขอออกกำลังซักหน่อย (เลือกเดิน) เพราะหน้าที่การงานครั้งนี้ ต้องเขียนเรื่องพร้อมบันทึกภาพ ซึ่งระหว่างทางเดินในสองข้างทางที่เดินผ่าน จะเป็นร้านขายอาหาร ของที่ระลึก ระหว่างทางจะได้พูดคุยทักทายคนพื้นถิ่น รวมถึงได้เห็นวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนยามใกล้ค่ำด้วยว่าเป็นอย่างไร ระหว่างทางที่เดินขึ้นภูเขา เท่าที่เห็นนั้น! คนไทยเยอะมาก รองลงมาชาวต่างประเทศหัวแดง ส่วนชาวพื้นถิ่นในประเทศพม่าที่อยู่ห่างไกลก็มามนัสการกันไม่ขาดสาย หลายครอบครัวหอบลูกจูงหลานเตรียมอาหาร ขึ้นมาทานและหลับนอนบนลานกว้างด้านบนกันเลยทีเดียว ด้วยความบ้าพลังหรือไม่เจียมสังขารของผมในครั้งนี้ จึงทำให้การเดินครั้งนี้...ออกอาการเหนื่อยลิ้นห้อย-หอบแดก...เลยทีเดียว (เดินด้วยสองเท้าไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ถึงยอดเขา) พอเดินมาถึงจุดที่พักยอดเขา (โรงแรมที่พักยอดเขา ห้องอาหาร-ห้องน้ำ สะอาดดีมาก) เก็บสัมภาระอันน้อยนิดไว้ที่พัก (สัมภาระหนักส่วนใหญ่ทิ้งไว้ที่โรงแรมในเมืองย่างกุ้ง) เดินอีกไม่ไกลเรียบไปตามสันเขา




พอถึงด่าน...จ่ายค่าขอบันทึกภาพที่ด่าน 2,000 จ๊าด (เป็นเงินไทย 80-100 บาท) จะมีตั๋วให้ติดกล้อง แล้วเดินอีกไม่ไกลก็ถึง องค์พระธาตุอินแขวน เป็นองค์เจดีย์ขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินศิลาใหญ่ หากแต่เป็นสิ่งมหัศจรรย์บนหินตั้ง ที่หลอมรวมด้วยจิตศรัทธาแห่งมหาชนและโลกลี้ลับ มีความสูงโดยประมาณ 5.5 เมตร ปิดทองทั้งองค์ ซึ่งตั้งหมิ่นๆ อยู่บนหินหน้าผาแบบหมิ่นๆ มีลมพัดแรงแต่ไม่หล่น พระธาตุแห่งนี้นับเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของชาวพุทธศาสนิกชน หากแต่ใครมีจิตศรัทธาอันแรงกล้าตั้งมั่นดวงจิตแล้วอธิฐาน ไม่นานคงได้มากราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์เหนือแท่งหินที่มีอยู่บนโลก ซึ่งมีตำนานมากมายในการเล่าสืบต่อกันมา ซึ่งจะยกมาซักหนึ่งตำนานที่กล่าวถึงพระธาตุอินทร์แขวนว่า... (เสียงจากสายลมเริ่มกระซิบอธิบาย...)



กาลครั้งหนึ่ง...ในสมัยพุทธกาล

"ฤาษีติสสะ" ตนหนึ่ง ได้รับมอบเกศาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคราวที่เสด็จแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับพระเกศาต่างนำไปบรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์ เพื่อที่ประชาชนจะได้กราบไหว้บูชา ส่วนฤาษีตนนี้ กลับซ่อนไว้ในมวยผม ครั้นเมื่อจะละสังขาร ฤาษีตั้งใจจะนำเกศาธาตุไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะของตน เรื่องจึงร้อนถึงท่านท้าวสักกะเทวราช หรือที่เรียกท่านว่าพระอินทร์ พระอินทร์จึงช่วยเสาะแสวงหาก้อนหิน หินก้อนที่ตั้งอยู่บนหน้าผานั้น...ได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่ นำขึ้นมาวางไว้ที่หน้าผาสูงชัน ในลักษณะหมิ่นเหม่เหมือนจะหล่นแต่ไม่หล่น ตรงช่องด้านล่างที่มีการขยับสามารถนำเชือกเส้นเล็กๆ ลอดผ่านได้ เชื่อว่า..หากได้ไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต ผลานิสงส์จะได้ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอริยะเมตตรัย เมื่อเรื่องเล่าจบลง สายหมอกหนาทึบก็พัดมาพร้อมกับสายลมแรง ฟ้าช่วงหัวค่ำเปิดเป็นสีฟ้าให้ผมได้บันทึกภาพไม่ถึงสิบภาพ ไม่นานแสงจากธรรมชาติก็หมดไป แสงจากนีออนที่วิ่งตัดสายหมอกก็สาดเข้ามาแทนที่ พอเห็นแสงและฟ้าปิดที่ไม่สวย ก็เป็นธรรมชาติของตากล้องครับ เก็บอุปกรณ์ดีกว่า ด้วยอากาศแบบเย็นสบาย ผมเลยขอถือโอกาสไปนั่งสงบนิ่ง กำหนอจิตว่าง สบายจนถึงค่ำก่อนกลับที่พัก

เช้าวันใหม่ของช่วงตีสี่ ผมกลับขึ้นมาใหม่
... หมอกยังหนา.. ฟ้ายังปิด.. อาทิตย์ไม่โผล่.. แสงที่เส้นขอบฟ้าไม่มี.. แต่ถึงฟ้าไม่เปิด อย่างไร ยังไงๆๆ ใจผมก็เต็มอิ่ม จิตรวมเป็นสุข เพราะได้มาก้มกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน ใช้หน้าผากแตะสัมผัสกับก้อนหินแห่งตำนาน ที่เรียกกันว่า พระธาตุอินทร์แขวน ระหว่างที่ผมเดินกลับลงมา สายหมอกพรมน้ำมนต์ให้เล็กน้อย พอถึงที่พักไม่นาน ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาอย่างหนัก แต่ฝนห่าใหญ่ หรือสายหมอกที่หนาหนักในยามเช้าตรู ก็มิได้เป็นอุปสรรค สำหรับคลื่นมหาชนที่ตั้งใจเดินขึ้นมากราบ พระธาตุ อย่างหนาแน่นเต็มถนน จนผมต้องออกเสียงอุทานว่า... "อินทร์แขวนมหาศรัทธาเหนือแท่งหิน" ถึงแม้ครั้งนี้ จะมาอยู่สถานที่แห่งนี้เพียงช่วงสองวันหนึ่งคืน แต่วันนี้ของนายเอกเขนกก็ถือว่าคุ้มแล้ว ที่ชาวพุทธอย่างผมได้มากราบ มาทำบุญบูชา เป็นพุทธบูชาปูพื้นฐานนำดวงจิต สู่สภาวะความว่างแห่งดวงจิตที่สะอาด ด้วยผลบุญแห่งการบำเพ็ญเพียร บูชา ด้วยทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยการนั่งสำรวมด้วย กาย วาจา ใจ เข้าสู่สมาธิจิตที่นิ่งสะอาด... ขอผลบุญที่มี จงแผ่ไพรศาลไปสู่สามไตรโลกธาตุ จงเป็นสุขๆ...โดยทั่วถึงกันเทอญ...อณุโมทนาสาธุ...แล้วพบกันใหม่...ในตอนต่อไป ซึ่งเราจะเดินทางกลับในเส้นทางเดิม ที่รถวิ่งผ่านสถานที่สำคัญมาหลายที่ เราจะแวะเก็บงานในหลายสถานที่ ที่ยังไม่ได้ไปในระหว่างเส้นทาง พระธาตุอินทร์แขวนถึงเมืองหงสาวดีกลับสู่ย่างกุ้ง ซึ่งมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น มหาราชวังพระเจ้าบุเรงนอง วัดพระนอนชเวตาเหลียว วัดพระธาตุไจ่ปุ่น เป็นต้น วันนี้ต้อง "ตาตา" ในภาษาพื้นถิ่นที่แปลว่า..ลาก่อน "มิงกาลาบา" แปลว่า...สวัสดี วันนี้ขอลาไปก่อนครับ...



ข้อมูลจำเพราะ
- 5 มหาบูชาศาสนสถานที่สำคัญของชาวพม่า มีดังนี้
1.มหาเจดีย์ชเวดากอง บรรจุพระเกศาธาตุที่เมืองย่างกุ้ง
2.เจดีย์ชเวซิกอง (แปลว่า เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย) บรรจุพระทันตธาตุที่พุกาม
3. เจดีย์ชเวมอดอร์ บรรจุพระเกศาธาตุที่เมืองหงสาวดี
4.พระมหามุนี พระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องแบบกษัตริย์ปางมารวิชัยแห่งวัดยะไข่ ที่เมืองมัณฑะเลย์
5.พระธาตุอินทร์แขวน บรรจุพระเกศาธาตุ ที่เมืองไจก์ทีโย เป็นต้น
ทุกศาสนสถาน ที่จะเข้าไป ต้องแต่งตัวเรียบร้อย ถอดรองเท้า และหากจะบันทึกภาพ แทบทุกศาสนสถานต้องจ่ายค่าบันทึกภาพ ราคาตั้งแต่ 300 จ๊าด (ประมาณสิบกว่าบาท) ถึง 2,000 จ๊าด (ประมาณแปดสิบบาท) อัตราการแลกเงินนั้นไม่มีมาตรฐาน ต้องประมาณ ดูความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่


- สุวรรณภูมิ หรือแผ่นดินทอง
นั้นเป็นคำที่ชาวจีนและอาหรับ จำกัดความเรียกผืนแผ่นดินใหม่ที่ชาวมอญ อาศัยว่าสุวรรณภูมิ

- ประเทศสหภาพพม่า เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ มีเมืองหลวงใหม่ ชื่อ เมืองเนปิดอรมีประชากรโดยประมาณ 54 ล้าน แยกเป็น 7 มณฑล ปี 1987 รัฐบาลทหารพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียหม่า โดยมีเหตุผลว่าชื่อเก่าเป็นเครื่องหมายของการตกเป็นอาณานิคม แต่ฝ่ายต่อต้านปฏิเสธไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อ ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจ ให้แยกดังนี้ว่า..ชื่อที่หลวงแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คือ เมียหม่า ส่วน..พม่า เป็นชื่อที่ชาวบ้าน และคนทั่วไปใช้เรียก
- มีธงชาติใหม่ บนหนึ่งผืนมี 4 สี คือ
สีขาว มีความหมายว่า..บริสุทธิ์ สีเขียว มีความหมายว่า..อุดมสมบูรณสีแดง มีความหมายว่า..กล้าหาญ สีเหลือง มีความหมายว่า..สามัคค
- มีพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร ตามแนวแผ่นดินของประเทศทางเหนือ มีเทือกเขาสูงไม่ต่ำกว่า 10,000 ฟุต หลายแห่ง ตามแนวชายแดนหิมาลัย ตามแนวเทือกเขาจากดินแดนธิเบต เช่น เทือกเขาบีล็อกตอง เทือกเขาคะฉิ่น เทือกเขาอารกันโยมา เทือกเขาวิกตอเรีย และ มียอดเขาสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อ ฮากากาโบราซี สูงโดยประมาณ 19,314 ฟุต มีแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสโตง แม่น้ำสาละวิน เป็นต้น



ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
ชเวมอดอร์ ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า


เรื่อง : นายเอกเขนก
ภาพ : วีระศักดิ์ ภักดี


เอื้อเฟื้อการเดินทาง
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel
คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)

สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Call Center : 089-403-6920, 089-500-3363 Fax : 02-398-0115
Website : www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.com

"ย่างกุ้ง..บนกาลเวลาที่เดินไปข้างหน้า" ประเทศพม่า ย่างกุ้ง..บนกาลเวลาที่เดินไปข้างหน้า พม่า เยือนดินแดนในประเทศ ที่เคยอยู่ในห่วงกาลเวลาที่หลับใหล อ่านต่อ...   
พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า  สถานที่ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั้น...เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่สูงเทียมฟ้าบนภูสูง...
พระธาตุอินแขวน พม่า สถานที่ที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั้น...เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่สูงเทียมฟ้าบนภูสูง อ่านต่อ... 
วิถีชีวิต..กับมหาศรัทธาสีทอง ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า
วิถีชีวิต..กับมหาศรัทธาสีทองในเมืองย่างกุ้ง พม่า ในความสวยงามผมคงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก อ่านต่อ... 
  สะพานคอนกรีตที่เชื่อมกระชับความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ สะพานมิตรภาพ..สู่เมียวดี   พม่า
การสู่รบที่ยาวนานทำให้แพ้ทั้งสองฝ่าย ย้อนรอยเส้นทางเดิมอีกครั้ง
อ่านต่อ...





ในนามของเพื่อนท่องเที่ยว ขอขอบคุณนายเอกเขนก เป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้เขียนเรื่องราวดีๆ และ คุณวีระศักดิ์ ภักดี ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบสวยๆ มาให้เพื่อนสมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้ มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ



ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel

คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)

สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Call Center : 089-403-6920, 089-500-3363 Fax : 02-398-0115
Website : www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.
com