:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัด 
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
ภูเก็ตแอร์
One-2-Go
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
นิตรสาร "สารคดี"
นิตรสาร "อสท"
PIXPROS สังคมแห่งการถ่ายภาพ
สนามเดินป่า  
โลโก้ไทยแลนด์
font.com
Wordmark.it
 



 แม่ฮ่องสอน ปาย เชียงใหม่ 
“ เดี๋ยวก็สายหรอก หวาน เราต้องไปกินข้าวอีกนะ ”

เสียงของแม่ร้องบอกฉัน ขณะนั้นเป็นเวลาราว ๆ เกือบ 5 โมงเย็นเท่านั้น ฉันเองจึงไม่เข้าใจว่าแม่จะรีบไปทำไหมในเมื่อนัดกันตั้งทุ่มหนึ่ง เราขึ้นรถแท็กซี่ต่อด้วยรถไฟฟ้า BTS เพื่อมุ่งหน้าไปยังอ่อนนุช นั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันนั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีอ่อนนุชในเวลาเย็นแบบนี้ ทั้งของเราก็เยอะ คนบนรถยังเยอะอีก ดูพลุกพล่านไปหมด ผู้คนแน่นเอียดไปจนถึงสถานีปลายทาง เราข้ามฝั่งไปห้างโลตัสสถานที่ที่นัดกันไว้ เมื่อเรากินข้าวกันได้สักพัก ก็มีชายคนหนึ่งเดินมา ทำท่าทางหันซ้ายทีหันขวาทีเหมือนกำลังหาใครสักคน เขาเดินผ่านเราที่นั่งเฉย ๆ แบบทองไม่รู้ร้อนไป ฉันบอกแม่ว่า เขาเป็นไกด์ของกรุ๊ปเราหรือเปล่า แต่แม่ก็ไม่แน่ใจ จนเขาเดินจากไป จากนั้นเราก็ลงไปข้างล่างเห็นรถตู้ TOYOTA รุ่นใหม่อย่างดีจอดอยู่ เดินเข้าไปจึงพบว่าคนมากันครบแล้ว แล้วเราก็ได้รู้จักกับคนขับรถและไกด์ ปรากฏว่าไกด์คนนี้กับคนที่เจอข้างบนเป็นคนเดียวกันนั้นแหละ

รถออกเดินทางจากห้างโลตัส (สาขาอ่อนนุช) มุ่งหน้าสู่ทางด่วนวิภาวดี-รังสิต ในเวลา 19:30 น. คนที่ไปกับเรามีด้วยกันทั้งหมด 5 คน ซึ่งเป็นหญิงล้วนทั้งหมด จนฉันอดคิดไม่ได้ว่านี้เป็น ทัวร์หญิงล้วน หรือเปล่าหนอ? ฉันนั่งกับแม่ที่แถวหน้า ซึ่งถ้าถึง จ.อ่างทอง ฉันก็คงต้องย้ายไปนั่งข้างหลัง เพราะจะมีคนมาเสริมอีก 2 คน คนนั่งแถวกลางเป็นสาว OFFICE 3 คน (ไม่ถึงกับสาวมากนัก) ส่วนคนที่นั่งด้านหลังเป็นหญิง 2 คนอายุราว 40 ได้ และถ้า 2 คนจากอ่างทองมาถึง ฉันก็คงต้องย้ายไปนั่งข้างหลังกับพวกเขา

รถมาถึงอ่างทองในเวลาที่ไม่นานนัก ฉันเห็นคู่หญิง-ชาย ท่าทางเป็นแฟนกันเดินตรงเข้ามา และก็คงถึงเวลาที่ฉันต้องย้ายไปนั่งข้างหลังเสียที การนั่งข้างหลังไม่ได้สบายเหมือนอย่างที่คิดไว้เนื่องจากฉันปรับเอนเบาะไม่ได้เลยและพอมาถึงแถวๆภาคเหนือได้ไม่เท่าไร ทางก็เริ่มคดเคี้ยวไปมาตามไหล่ทางที่เป็นภูเขา ฉันนั่งอ้าปากหาวอยู่ตั้งหลายที่ เนื่องจากทำท่าจะมึนหัวและเริ่มอย่างอ้วกนิดหน่อย แต่ก็สามารถทนมาได้ตลอดทาง


เช้า
วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550


พวกเราถึงเขาผงัด (ออบหลวง) ในเวลาตอน 4 โมงเช้า ฉันนอนไม่หลับเลยและก็คงไม่มีใครในรถหลับลงเช่นกัน พอเริ่มลงจากรถได้เท่านั้นแหละ อากาศหนาวก็เข้ามามาจับที่กายของฉันและวิ่งไปที่ขั้วหัวใจ จนฉันถึงกับสั่นสะท้าน เพราะยังปรับตัวไม่ได้ เขาให้เราลงไปล้างหน้าแปรงฟันที่สุขาสาธารณะของอุทยาน (แต่ไม่ต้องอาบน้ำนะ) พวกเราจึงเดินลงไปตามเนินเขา ฟ้าที่นี้ยังมืดมัวอยู่จนมองไม่ค่อยเห็นอะไรชัดเจนเท่าไรนัก แต่ก็ยังได้ยินเสียงไก่ขันดัง เอกอีเอ๊กเอ๊ก สลับกับน้ำที่ไหลดัง ซ่าๆ ทำให้ฉันรู้ว่าเบื้องล่างของที่นี้ต้องมีสายน้ำแน่ๆ

หลังจากเราแปรงฟันเสร็จเราก็ขึ้นมากินข้าวเช้าตรงบริเวณที่จอดรถมีกระต๊อบเล็ก ๆ สำหรับจุดรับบริการอาหารและเครื่องดื่ม เรารับประทานอาหารเช้าจนอิ่มหนำแลัว ฟ้าก็เริ่มสางไกด์จึงพาพวกเราลงไปสัมผัสกับธรรมชาติยามเช้ากัน เราเริ่มออกเดินกันตอน 7 โมงเช้า แต่ที่นี่ก็ยังไม่สว่างเท่าใดนัก เราเดินไปตามไหล่ทางที่ทางซ้ายมือเราเป็นหน้าผาสูงชันดูน่าหวาดเสียว เพราะถ้าตกลงไปคงกระแทกกับโขดหินไหลไปกับแม่น้ำออกสู่น้ำตกแน่ ๆ เมื่อไปถึงเราก็เห็นสะพานเหล็กอยู่เบื้องหน้า ที่นี้เป็นงานสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่หาได้ยากและเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยเลยที่เดียว คำว่า ออบ หรือ อ๊อบ แปลว่าช่องแคบ ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องแคบเขาขาด เป็นผาหินขนาดสูงใหญ่ เบื้องล่างมีแม่น้ำแจ่มไหลผ่าน ถ้าข้ามสะพานเหล็กที่โยไปเยมาทำท่าจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ ก็จะมุ่งไปสู่ดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ แต่เราไม่ได้เข้าไปเพราะมีเวลาไม่มากพอ เห็นจะได้ถ่ายรูปกับสะพานเหล็กนี้เท่านั้น


........................................................
ถ้ำแก้ว โกมน
เรา
ออกเดินทางจากอุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ แม่ฮ่องสอนเป็นเวลา 7: 30 น. แล้วแวะตามทางมาเรื่อย ๆ ที่แรกที่เราหยุดแวะ คือ ถ้ำแก้วโกมน เราต้องจอดรถตู้ทิ้งไว้ด้านหน้าปากทางเข้า แล้วจึงมีรถสองแถวมารับเราเข้าไปยังถ้ำ เมื่อถึงจะมีไกด์ท้องถิ่นนำทางเข้าไป ไกด์คนนี้เป็นหญิงสาวท่าทางอายุราว ๆ 20 กว่า ๆ พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด สำเนียงออกไปทาง พวกชาวดอย เขาพาเราเข้าไปในถ้ำ แรก ๆ ฉันก็ใส่เสื้อหนาวดีอยู่หรอก แต่ไปๆมาๆ ก็ต้องถอดออกหมด เพราะภายในร้อนมาก ๆ แถมยังอึดอัดมากอีกด้วย ทั้งไกด์เองก็เคยบอกก่อนหน้านี้แล้วว่า หากใครเป็นโรคหัวใจหรือความดันต่ำก็ไม่ควรเข้าไป ฉันเองเป็นห่วงแม่ กลัวว่าแม่อาจเป็นลมได้ แต่แม่ยืนยันว่าจะเข้าไปแล้วถ้าไม่ไหวก็จะออกมา
ภายในถ้ำแบ่งออกเป็น 5 ห้อง ห้องแรกที่ไกด์สาวท้องถิ่นพาเราเข้าไปนั้น เรียกว่า ห้องพระทัยธาร ทั่วทั้งห้องเป็นผลึกแก้วที่สวยงามมาก สมกับคำว่าถ้ำแก้วโกมนเลยจริง ๆ ห้องที่ 2 นั้นคือ ห้องวิมานเมฆ และเมื่อได้เข้าไปจึงรู้ว่านี้แหละที่สมกับคำว่าวิมานจริงๆ มันทำให้เรารู้สึกล่องลอยไปไกลถึงสวรรค์เลย( ไม่ได้พูดเล่นนะ สวยจริงๆ ) ไกด์บอกเราว่าห้องนี้สามารถนำผลึกพวกนี้ไปทำ รองเท้า กระดาษ เลนส์ได้ (ไม่น่าเชื่อเลย !) เราผ่านห้องนี้ไปโดยเริ่มเข้าห้องที่ 3 ฉันเริ่มมีอาการเหงื่อไหลไคล้ย้อย และรู้สึกอบอ้าวมาก หันไปมองหน้าคนอื่นก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน และเมื่อลองสังเกตดูรอบ ๆ จึงพบว่ามีท่อ pvc ขนาดใหญ่เป่าลมเข้ามาภายในให้มีอากาศมากขึ้น ไกด์บอกเราว่าถ้าไม่มีใครเข้าก็จะปิด ห้องนี้นั้นมีชื่อว่า ห้องเฉกหิมพานต์ คำว่าหิมพานต์ก็คงจะหมายถึงป่าหิมพานต์ที่ศักดิ์สิทธิ์ และในห้องนี้ก็คงเปรียบเสมือนว่า งดงามเฉกเช่นเดียวกับป่าหิมพานต์ ก่อนจะก้าวเข้าห้องที่ 4 ที่มีชื่อว่า ห้องม่านผาแก้ว หรือ ห้องขาว ซึ่งเป็นต้นของผลึกที่ย้อยลงมานั้น ทางเข้ามีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมากและคับแคบด้วย และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เสียงหนึ่งดัง โปก! ฉันเอามือกุมหัวไว้ด้วยความเจ็บปวด ไกด์สาวก็ถึงกับหันมามองทันที จริง ๆ แล้วเขาห้ามแตะต้องของที่อยู่ข้างในนี้ ถ้าฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินหลายพันบาท ไกด์สาวหันมายิ้ม แล้วบอกด้วยไมตรีว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ได้ตั้งใจ

               ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นหินที่มีสีเริ่มดำ ๆ คล้ายกับสัมผัสกับสิ่งสกปรก ไกด์สาวบอกเราว่า การที่เราเห็นผลึกพวกนี้เป็นสีที่เริ่มจะดำแล้วนั้น เป็นเพราะว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีมาสัมผัสมัน บ่อยเข้าก็เริ่มเสื่อมสภาพ ถ้ามีชีวิตก็คงใช้คำว่า มันเริ่มจะตายแล้ว ฉันจึงเข้าใจว่า จุดดำๆ ที่ฉันเอาหัวไปโขกนั้นคงไม่มีใครอยากเอามือไปสัมผัสหรอก แต่คงอยากเอาหัวไปสัมผัสมากกว่า ในขณะที่เข้าไปในห้องที่ 4 แล้วนั้น มือก็พลางลูบหัวไปด้วย ห้องนี้เป็นบริเวณที่พึ่งขุดพบใหม่ จึงทำให้ผลึกที่พบมีความสวยงามกว่าในบริเวณที่ผ่านมา มันงดงามมาก สีขาวราวกับเกล็ดหิมะ ไกด์สาวชี้ให้เราดูว่าบริเวณตรงนั้น มีลักษณะคล้ายขาช้าง ฉันมองไปก็ไม่เห็นจะคล้ายตรงไหน คนเราก็ชังจินตนาการไปต่างๆ นานา ห้องสุดท้ายนั้นทางไปต้องลงบันไดที่ทำมุม 90 องศา กับพื้นโลกเลยทีเดียว ทางเข้าก็เล็กมาก เพราะเป็นจุที่พึ่งขุดพบใหม่ ภายในนี้มีน้ำแร่ที่จะหยดลงมาเพื่อสร้างเป็นผลึกที่สวยงาม ดังที่เราได้เห็นมาแล้ว แต่ก็คงต้องใช้เวลานานมาก ถ้า 1 ปี ให้หินงอก หินย้อย เพียง 1 มิลลิเมตร แล้วไอ้ที่ย้อยลงมาสูงกว่าคนเนี้ย จะใช้เวลานานสักเท่าใดก็ลองคำณวนดูเอาเองแล้วกัน ห้องนี้มีชื่อว่า เพริศแพร้วมณีบุปผา
ก่อนกลับออกมาจากถ้ำ ไกด์สาวได้บอกเราว่า ถ้ำนี้มีอายุประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว

                                ( เราถึงกับต้องอ้าปากร้องออกมาดัง ๆว่า อู้ฮู ! )

ออกจากถ้ำแก้วโกมนราว 10 โมงครึ่ง รถขับมาตามทางเรื่อย ๆ ทางที่คดเคี้ยวลดเลี้ยว และขึ้นๆ ลงๆ ตามไหล่เขา ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว ทิวทัศน์รอบนอกจึงไม่เขียวขจีแบบในฤดูฝน แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน สักพักเราก็เริ่มเห็นหมู่บ้านตามไหล่ทางอยู่เป็นระยะๆ จนรถมาหยุดลง แล้วไกด์ก็หันหน้ามาบอกเราว่า ถึงแล้วครับ หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว
บุกชุมชน คนคอยาว

" ซา-หวาด-ดี-ค่า " หุ่นกะเหรี่ยงคอยาวชายหญิง 2 คน ยืน ต้อนรับเราอยู่บริเวณปากทางเข้า

  ปากทางเข้าหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่นี้เป็นร้านค้าขายของตลอดสองข้างทาง อากาศตอนเที่ยงก็ร้อนแดดพอดูอยู่เหมือนกัน ไกด์บอกกับพวกเราว่าคนที่นี่ จะเรียกตัวเองว่า แลเคอะ ชาวบ้านเผ่าอื่นจะเรียกว่า ประดอง สำหรับคนทั่วไปจะเรียกพวกเขาว่า กะเหรี่ยงคอยาว บ้านของพวกเขาส่วนใหญ่ทำจากไม้ไผ่ นำมาผ่าเป็นซี่เล็ก ๆ แล้วนำมาสานเป็นลวดลายต่างๆของฝาเรือน ส่วนหลังคาก็คงจะเป็นพวก จาก ฟากหญ้า แต่บางหลังก็มุงด้วยสังกะสี บ้านแต่ละหลังเป็นที่อยู่กินนอนและที่ทำมาหากินของพวกเขา ฉันกับแม่เดินดูของที่ชาวกะเหรี่ยงนำมาวางขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่ค่อนข้างคล้ายกันในแต่ละร้าน สักพักฉันก็ต้องหยุดเมื่อมองไปเห็นกะเหรี่ยงคอยาวของจริงเข้า เขาคอยาวจริง ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องเอากำไรมาใส่ที่คอกันด้วย สงสัยคงจะเป็นแฟชั่นของที่นี้ละมัง แต่ที่นี้เขานิยมกันมาก คนที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและจะเริ่มทำกันตั้งแต่แตกเนื้อสาว ฉันเดินเข้าไปในร้านนั้น เห็นเขากำลังเล่นกีต้าร์อยู่ (แหม สาวๆ กะเหรี่ยงที่นี้เท่จริง ๆ ฉันยังเล่นไม่เป็นเลย) ฉันเดินตรงเข้าไปถามหล่อนว่า

 “ จะซื้อตุ๊กตากะเหรี่ยงขายยังไงค่ะ ” หล่อนก็ตอบกลับมาว่า

 “ตัว-ล้า-สา-สิ-ห้า-สี่-ตัว-ร้อย-ยี่-สิ-บ่า-ค่า”

   โอโห้ !
4 ตัวตั้ง 120 บาท แพงจัง ฉันร้องเสียงดังด้วยความตกใจ อยู่ในใจแต่สุดท้ายก็ซื้อมาจนได้และเพื่อให้เกิดความคุ้มขึ้นมาหน่อย ฉันเลยขอหล่อนถ่ายรูป หล่อนก็ยอมแต่โดยดี โดยไม่ขอเก็บเงินเพิ่มเลย

               

ฉัน
มองไปตามร้านค้าบ้านเรือนต่าง ๆ ก็มักจะเห็นเครื่องดนตรีที่คล้ายกับกีต้าร์ แต่ที่ไม่เหมือนเห็นจะเป็นว่า กีต้าร์ที่นี้มีรูปร่างเป็นวงรี ไม่มีลักษณะเว้าๆ เอวขอด เหมือนอย่างกีต้าร์ ตัวเครื่องก็ดูทำได้ง่ายในแบบท้องถิ่น นอกจากที่นี้จะมีเครื่องดนตรีเยอะแล้วนั้นมองไปมองมาก็สังเกตเห็นว่ามีผ้าที่ทอขึ้นเองวางขายอยู่มากมาย คนกะเหรี่ยงนั้นนิยมสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอมือมาแต่โบราณแล้ว โดยชาวกะเหรี่ยงจะปลูกฝ้ายเอง สาวๆอายุราว 12-15 ปี จะได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาในการทอผ้าจากผู้เป็นมารดา มีตำนานเล่าว่า ลวดลาย ผ้าทอชาวกะเหรี่ยงได้มาจากลายหนังงูใหญ่ ซึ่งเป็นคู่รักกับสาวชาวกะเหรี่ยง (ไม่รู้ไปรักกันยังไงอะนะ) โดยงูยอดรักจะเปลี่ยนลายทุกวันให้ยอดหญิงของตนทอผ้าตามลายที่ปรากฏ จนครบ 7 วัน 7 ลาย

จากนั้น...ก็ถึงเวลาที่ต้องร่ำลา รถของเรามุ่งหน้าออกไปจากชุมชนคนคอยาวแล้ว เพื่อพาเราเข้าที่พัก จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งสองข้างทางล้วนเป็นป่าเขา ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ มีที่ฝึกช้างเป็นระยะ ๆ เราเจอกับฝูงวัวฝูงหนึ่งเข้า พวกมันก็ช่างแสนรู้ รีบหลบรถให้พวกเรา ภาพลูกวัวตัวหนึ่งผ่านช่องกระจกรถ ถ้าไม่มีประตูรถกั้น ฉันกับลูกวัวคงใกล้กันเพียงนิดเดียวเท่านั้น ลูกวัวตัวเล็กน่ารักมาก มันมีสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาของมันช่างดำขลับดูสุกสกาวแวววาวสดใส ไร้เดียงสา ฉันกะจะถ่ายรูปไว้ แต่ก็ไม่ทันรถวิ่งเลยไปแล้ว และเราก็คงไม่ได้พบกันอีก


ไหว้พระที่วัดจองกลาง จองคำ
ฉันต้องทนมึนหัวไปตลอดทาง เพราะทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมาของ 1000 กว่าโค้งแม่ฮ่องสอน นั้น เป็นจริงอย่างที่ใคร ๆ ได้กล่าวไว้ เล่นเอาฉันไม่สามารถมองทางได้เลย ฉันนั่งหลับตามาตลอดทางจนรถจอด ดูนาฬิกาอีกทีก็เป็นเวลาบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว เขาแวะให้เราทำใบประกาศนียบัตรที่ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อเป็นการรับรองพวกเราว่าได้ผ่านการเดินทางที่ยาวนานตั้ง 1200กว่าโค้ง แล้วนะ งานนี้เลยขอทำไว้ก่อน เมื่อกลับถึงบ้านจะได้นำไปอวดคนที่ไม่ได้มากับเรา(ฮิ ๆ) จากนั้นเขาแวะให้เราลงไหว้พระที่วัดจองกลางและวัดจองคำที่อยู่ติดกัน ว่ากันว่าทีนี้แต่ก่อนไม่ใช่วัด เป็นเพียงศาลาเท่านั้น ภายในวิหารมีตุ๊กตาแกะสลักด้วยไม้ เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก โดยเป็นฝีมือการแกะสลักของชนชาวพม่าจำนวน 33 ตัว (ดูไปดูมาแล้วแอบขนลุกเหมือนมีสายตาหลายคู่ที่แข้งกร้าวจับตาดูเราอยู่) นอกจากนี้ยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดก และภาพประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น โดยทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของชาวพม่าจากมัณฑะเล่ย์ จากนั้นเราเดินตรงเข้าไปภายในบริเวณวัด พบพระวิหารหลวงพ่อโตอยู่สุดทาง เราเข้าไปไหว้ และเมื่อกำลังจะเดินกลับออกมาก็ต้องพบกับการทำบุญแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คือเราต้องขึ้นไปยืนบนเครื่องที่หย่อนเหรียญทำบุญ เมื่อขึ้นไปแล้วเครื่องจะทำการหมุนจานวงกลมที่มีถ้วยใส่เงิน 7 ถ้วย เท่ากับ 7 วัน โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายในตู้กระจก จะมีช่องให้เราหยอดเหรียญ ในขณะที่เครื่องหมุนเราต้องหยอดเหรียญลงไปตามช่องให้ตรงกับวันของเรา (ต้องใช้สมาธินิดหน่อย) นับเป็นการทำบุญที่น่าลองจริง ๆ (แม่ถึงกับหยอดไป 2 เหรียญ)
ฉันได้คุยกับพี่ที่มาด้วยกัน เขาบอกกับฉันว่า
....

“ พี่เคยมาที่้นี่ี้แล้วครั้งหนึ่ง....ตอนนั้นกำลังมีเทศกาลงานประจำปี ตกกลางคืนจะมีการจัดงานคล้ายงานวัดมีของขายมากมาย สนุกดีเหมือนกัน ” เดินอยู่ในวัดได้สักประเดี๋ยว เราก็ขึ้นรถเข้าที่พักที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัด



โคมไฟ เหนือยอดกองมู
หลังจากที่เราเข้าที่พัก อาบน้ำอาบท่าที่ไม่ได้อาบมาร่วม 1 วันเต็มๆ แล้ว เราก็ลงมารอทุกคนที่ Lobby ของโรงแรม เพื่อที่จะไปกินข้าวเย็น เรานัดกันไว้ราว 5โมงครึ่ง ไกด์พาเราข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามที่มีร้านอาหารเล็ก ๆ ตั้งอยู่ ป้ายทางเข้าเขียนว่า “สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” อาหารที่นี้อร่อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองชาวเหนือ ทั้งอิ่มเอิมกับบรรยากาศชาวเหนือล้วน ๆ หลังจากกินข้าวเสร็จไกด์ก็พาเราไม่ไหว้พระธาตุดอยกองมู โดยคำว่ากองมูเป็นภาษาที่ชาวไทยใหญ่เรียกซึ่งแปลว่า องค์พระเจดีย์ ภายหลังฉันจึงได้รู้ว่าหากใครมาแม่ฮ่องสอนแล้วไปได้ขึ้นมานมัสการพระธาตุแห่งหนึ่ง เท่ากับว่าไม่ได้มาถึงแม่ฮ่องสอนจริงๆ
เราต้องขับรถขึ้นเขาไป ตอนนั้นราว ๆ 1ทุ่มกว่าๆ อากาศไม่ค่อยหนาวเท่าไรนัก ออกเย็นสบาย ไกด์ของเราแนะนำสถานที่นี้ว่า บนนั้นมีพระธาตุอยู่ 2 องค์ คือ องค์ใหญ่กับองค์เล็ก องค์ใหญ่เป็นองค์แรกที่ถูกสร้างขึ้น โดยพ่อค้าชาวไทยใหญ่ จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไรแต่ฟังดูจีน ๆ เนื่องจากความศรัทธาที่แรงกล้าจึงได้สร้างขึ้น ส่วนองค์เล็กนั้น พระยาสีหราชราชาเป็นผู้สร้างขึ้น ท่านนี้นี่แหละที่เป็นผู้สถาปนา จ.แม่ฮ่องสอนขึ้นมา จากตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่าท่านโปรดให้คนไปหาที่เหมาะ ๆ ในการเลี้ยงช้างพราย เมื่อพบปรากฏว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะมาก ๆ เพราะเป็นที่ที่มีแม่น้ำ 2 สาย ไหลผ่าน จึงตั้งเมืองนี้ขึ้นมาและให้ชื่อว่า แม่ฮ่องสอน ซึ่งแปลความได้ดังนี้....

         แม่   มาจาก แม่น้ำ
            ฮ่อง  มาจาก ร่องน้ำ 2 แห่ง
            และ  สอน มาจาก ศรช้าง


เมื่อรถตู้จอดให้เราลง ภาพแรกที่เห็นคือ องค์พระเจดีย์สูงใหญ่สีขาว มีแสงไฟสีเหลืองประดับประดาดูชังตัดกับท้องฟ้าสีดำทะมึน เราเริ่มจากการซื้อดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อเตรียมสำหรับการเวียนเทียน โดยเราต้องเวียนให้มือขวาอยู่แนบกับองค์พระเจดีย์ เวียนทั้งหมด 3 รอบ จากนั้นให้เราเดินไปวางดอกไม้ ธูป เทียน ณ จุดที่ตรงกับวันเกิดของเรา ฉันเดินไปยังจุดที่เขียนว่า เกิดวันศุกร์ ณ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย ทำให้รับรู้ได้ถึงความสงบเยือกเย็นและสบายใจอย่างแท้จริง อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระธาตุ คำอธิฐานเองก็ดูเหมือนจะส่งไปถึงยังแดนไกล ขณะนี้ฉันรู้สึกมีความสุขมาก ๆ

หลังจากนั้น เราก็ซื้อผ้าห่มถวายวัด ต่อด้วยการปล่อยโคม เราซื้อโคมอันหนึ่ง โคมเป็นเพียงกระดาษแบน ๆ เท่านั้น เขาบอกเราว่าต้องกางมันออก จะมีที่จุดไฟเพื่อทำให้ภายในโคมเกิดก๊าซที่เบากว่าอากาศภายนอกและสามารถช่วยดันโคมให้ลอยขึ้นไปได้ ฉันจึงหันมาบอกให้ไกด์ของเราจุดไฟให้และฝากให้เพื่อนร่วมทัวร์ถ่ายรูปเรา 2 แม่ลูกไว้เป็นที่ระลึก การจุดไฟไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อไกด์ของเราทำท่าทางเกรง ๆนิดหน่อยในการจุด อยากบอกว่าฉันก็กลัวเหมือนกัน เพราะได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่า บั้งไฟระเบิด (แต่ เอ๊ะ! มันก็คนละอย่างกันนี่น่า) เมื่อไฟจุดติดแล้ว เราก็เริ่มปล่อยโคมลอยขึ้นไป เหนือหัวเรา เหนือยอดเจดีย์สีขาว ขึ้นไปบนท้องฟ้า กลายเป็นจุดเล็กๆ เหมือนดวงดาวที่ระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าที่เป็นคืนเดือนหงาย ฉันสงสัยว่ามันจะลอยขึ้นไปถึงไหนกันหนอ จะไปไกลถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่งคำอธิฐานมากมายที่ฝากมากับโคมน้อย ๆดวงนี้ หรือว่าจะตกลงไปยังหลังคาบ้านใครเข้า ก็สุดรู้ โคมหายลับไปจากสายตาแล้ว เราจึงขึ้นรถมุ่งหน้ากลับที่พัก ไกด์บอกพวกเราว่าหลังจากนี้ก็ขอให้ทุกคนพักผ่อนกันตามสบาย ใครใคร่อยากเดินเที่ยวตลาดก็เชิญ หรือใครอยากจะนอนพักเอาแรงก็ตามสบาย แล้วพรุ่งนี้ขอให้มารวมตัวกันตอนตี 4 จะมีรถตู้ท้องถิ่นมารับ เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ปางอุง ฉันกับแม่เราขึ้นห้องสักพัก ก็ลงมาเดินเที่ยวตลาดกัน ที่ตลาดก็มีของขายทั่วๆ ไป ทั้ง โปสการ์ด เสื้อผ้า กำไร สร้อยคอ และนั่น ! ตุ๊กตากะเหรี่ยงคอยาว ( มันเล่นวางขายกันทุกที่เลยแหะ) สืบทราบจึงพบว่าราคาพอ ๆ กัน ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย แม่แวะซื้อกำไรเงินให้น้อง เราต่อกันไปต่อกันมา จากราคา 160 เหลือ 120 บาท ดูท่า ต่อนานกว่านี้คงเหลือเพียง 60 บาทแน่ ๆ ดูไปดูมาก็ไม่เห็นว่าจะมีราคาตรงไหน ต่อมาภายหลังกำไรเงินที่แม่ค้าบอกก็กลายร่างเป็นกำไรทองแดงซะงั้น สิ่งที่ได้กลับมาอีกอย่าง คือ ส้ม 1 กิโล ที่แม่ซื้อมาเพื่อช่วยบริหารระบบขับถ่าย แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนักหรอก



ป่าสน..เคียงคู่..ทะเลสาป

วันที่สอง.... วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2550
ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 กว่าๆ เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ปางอุง เรารีบเร่งเดินออกจากโรงแรม เมื่อไกด์เดินเข้ามาตามเราด้วยว่ามีคนมากันครบหมดแล้ว เราเดินขึ้นรถตู้ด้วยความเขินอายเล็กน้อย แต่นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของเรา เนื่องจากว่าเรามาตรงเวลา ส่วนพวกเขาล้วนแต่มาก่อนเอง
เราต้องให้รถท้องถิ่นขับขึ้นไปยังปางอุง เพราะคนท้องถิ่นย่อมชำนาญทางมากกว่าคนขับรถกรุงเทพฯแน่นอน รถเริ่มแล่นไปในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงหลับใหล และนั้นหมายรวมถึงตัวฉันด้วย เมื่อรถจอด เพียงแวบเดียวในขณะที่ลงจากรถ ลมหนาวก็พัดเข้ามาบาดวูบไปทั่วร่างกาย เราหนาวจริงๆ หนาวมาก ๆ จนปากสั่นมือสั่นไปหมด บรรยากาศรอบ ๆ แวดล้อมไปด้วยต้นสนและหมอกควัน ทางที่เราเดินเป็นทางลาดลงไปเพื่อนำเราไปสู่ทะเลสาบ ที่นี้มีคนกางเต้นท์นอนกันตามไหล่ทางเป็นระยะๆ ทุกอย่างราวกับความฝันเมื่อมีหมอกควันลอยอยู่บนผิวน้ำไหลไปตามทางที่มีแรงลมกระทำไป ฉันเห็นคนวัยหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง พวกเขามาก่อนเราเสียอีก พวกเขากำลังตั้งขากล้องเตรียมพร้อมเมื่อยามพระอาทิตย์โพล่หัวเกรียนๆออกมา ทันใดนั้นฉันก็เห็นแสงเล็ก ๆ สีส้มเล็ดลอยออกมาตามขอบของภูเขา พวกเราต่างใจจดใจจ่อ เฝ้ารอดูกันแบบชนิดที่เรียกว่าตาไม่กระพริบกันเลยทีเดียว และแล้วสิ่งที่ทำลายบรรยากาศทั้งหมดก็เกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกคันหนึ่งขับขึ้นมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา แสงไฟจากรถที่ส่องเข้ายังดวงตาหลายคู่ เสียงวิทยุที่เปิดแบบไม่เกรงใจใคร ทำเอาพวกเราทั้งหมดถึงกับหัวเสีย ชายคนหนึ่งร้องตะโกนให้เขาเบาเสียงลงและปิดไฟซะ แต่ดูท่าพวกเขาจะไม่ได้ยิน รออยู่นานรถบรรทุกคันนั้นก็ขับผ่านไป พวกเราเริ่มดีใจและมีความหวังใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่วายเมื่อรถบรรทุกลักษณะเดียวกันกับเมื่อกี้นี้ ขับมาและหยุดแบบนั้นอีกคัน คราวนี้ไม่เพียงแต่เสียงเดียว ทั้งหมดพร้อมใจกันร้องตะโกนเพื่อให้พวกเขาเห็นใจพวกเราบ้าง และดูเหมือนว่าคันนี้จะรู้ตัวเร็วกว่าคันที่แล้วจึงรีบขับหนีไปโดยเร็ว แต่สุดท้ายเราเริ่มมองเห็นลางร้าย เมื่อแสงสีส้มของพระอาทิตย์เริ่มแตกกระจายไปทั่วแนวเทือกเขา และมันก็ไม่ยอมขึ้นมาให้พวกเราเชยชมเสียแล้ว แม่บอกว่าไม่แน่มันอาจขึ้นมาแล้ว แต่ที่เราไม่เห็นนั้น นั่นอาจเป็นเพราะหมอกลงจัดมาก ฉันแอบหงุดหงิดใจเล็กน้อยก็ในเมื่อเราอุตส่าห์ตื่นมาตั้งแต่ไก่ยังไม่โห้ แต่ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เรายังมีหวังใหม่ และความหวังของเราก็อยู่ที่ ห้วยน้ำดัง ทะเลหมอกสุดยอดจะบรรยาย


อร่อยแบบจีน ที่บ้านดิน

ไ ก ด์ เ รี ย ก ทุ ก ค นใ ห้ ขึ้ น ร ถ เ พื่ อ ไ ป
รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร เ ช้ า กั น ที่ บ้ า น ดิ น


เราขับผ่านหมู่บ้านที่เกาะอยู่ตามไหล่ทาง มองออกไปรอบ ๆ
ต้องใช้มือปาดไอน้ำที่ระเหยออกมาเกาะกระจกเพราะความต่างของอุณหภูมิระหว่างภาย ในและภายนอก จึงจะสามารถเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามนี้ได้ ทั้งสวนไร่นาที่นี้จะเป็นแปลงผักที่ปลูกพืชสวนครัวต้นเตี้ย ๆ กันเป็นส่วนใหญ่ หมู่บ้านที่นี้ก็เป็นหมู่บ้านไทยใหญ่ (พวกแม้ว) สักพักรถก็จอดเทียบท่าที่หมู่บ้านดิน เบื้องหน้ามีศาลาหลังคาจั่วแบบไทยตั้งอยู่ แต่เมื่อหันไปรอบๆ ปรากฏวัฒนธรรมแบบจีนตั้งอยู่ทั่วทุกอณู ทั้งบ้านที่ทำจากดิน หลังคาที่แอ่นโค้งเล็กน้อยแบบสถาปัตยกรรมจีน ทั้งช่องประตูก็เจาะเป็นรูปวงกลม หมู่บ้านนี้เป็นชนชาวจีน อพยพมาจากมณฑลยูนนานซึ่งเป็นมณฑลทางตอนใต้ของจีน ไกด์พาเราเดินเข้าร้านหนึ่งที่ขายน้ำชา และผลไม้ดองนานาชนิด หน้าตาคนขายก็จิ้มลิ้มแบบอาหมวย กำลังชงชาเพื่อบริการลูกค้าที่เข้าร้าน พวกเราคณะทัวร์ต่าง มุ่งตรงไปที่ถังผลไม้ดองที่มีอยู่หลายถังด้วยกัน ทั้งลูกพลับ ลูกท้อ พุทรา ลูกหยี บ๊วย โอ๊ย ! เยอะแยะไปหมด แต่อร่อยทุกอย่างนะจะบอกให้ สักพักอาหมวยก็นำชามาเสริฟให้เรา มีทั้งชาเขียว ชาใบหม่อน ชายอดน้ำค้าง ชาเขียวโออิชิยังมีเลย แต่ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในก๊วนเดียวกัน คือ ชาเฉิงฟ่ง ฉันชอบชายอดน้ำค้างมากเพราะกลิ่นมันหอมแบบสุดยอด หลังจากเราชิมเสร็จต่างคนก็เริ่มเดินเลือกซื้อสินค้า นับว่าเป็นการเข้าทางการขายพอดี ฉันเดินดูบริเวณรอบบ้านของเขา บ้านทำด้วยดิน มีซุ้มประตูเข้าหน้าบ้าน ตัวเรือนล้อมรอบเกิดเป็นพื้นที่โล่งภายในรูปทรงสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส ซึ่งนับว่าเป็นวัฒนธรรมคนจีนอย่างหนึ่งที่นอกจากจะป้องกันลมหนาวแล้ว สมัยก่อนเมืองจีนมีข้าศึก ศัตรูมากบ้านเรือนจึงต้องมิดชิด แข็งแรงและปลอดภัย
       เมื่อเราซื้อของเสร็จ ไกด์ก็พาเราไปกินข้าวกันแบบคนจีน ก็คือ


อย่างแรก    ก็ต้องใช้ตะเกียบ
อย่างที่สอง ต้องใช้ถ้วย
อย่างที่สาม กับข้าวแต่ละอย่างล้วนเป็นอาหารแบบคนจีน ทั้งผัดผักจีน เป็ดดองเหล้าขาว ในตอนแรกที่ลองกินดูก็รู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่คิดอะไร จนกระทั่งเมื่อพี่ร่วมกรุ๊ปร้องว่า เป็ดนี้เขาใส่เหล้าขาวเข้าไปด้วย เราก็หันมาทำหน้าตกใจ แบบว่ากินเข้าไปตั้งหลายชิ้น กลิ่นก็แรงขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกว่ากินเหล้าเข้าไป (แปลกคนจริง ๆ)
อย่างที่สี่ อาหารตบท้าย ก็คือ หมั่นโถ ซึ่งมีลักษณะคล้ายซาลาเปาผิดแต่ว่าไม่มีไส้ ฉันกินเข้าไปแค่ครึ่งลูกก็อิ่มเสียแล้ว เพราะลูกใหญ่มาก แต่ก็ต้องกินจนหมดเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจกัน


เหลือแต่ลูกตา..ที่ภูโคลน
หลัง
จากนั้นรถตู้ก็เริ่มออกเดินทางไปที่ภูโคลน ซึ่งรถตู้คันเดิมของเรารออยู่ ภูโคลนเป็นสถานที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนและบ่อโคลน ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้เราได้ร่วมสนุกกัน คือ การพอกโคลน เป็นการนำโคลนมาพอกหน้าเหลือไว้เพียงลูกตา 2 ข้างและปากเท่านั้น ไกด์แอบแซวว่า ในขณะกำลังพอกอยู่นั้นไม่ควรอ้าปากพูดสิ่งใด เพราะจะทำให้โคลนแตกเป็นลาย หน้าอาจไม่สวยได้ ในรถมีเพียง 2 คู่กิ๊กกันเท่านั้นที่ลองทำ นอกนั้นไม่มีใครกล้าลองทำดูเลย รวมทั้งฉันด้วย (ก็คนมันกลัวสิวขึ้นนิ) เราก็เลยไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโคลนแทน ที่ซื้อมานั้นเป็นครีมน้ำแร่บำรุงผิว เนื้อครีมสีขาวข้น เมื่อลูบไล้จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มของเนื้อครีม และกลิ่นที่หอมอ่อน ๆ แต่เนื่องจากราคาก็สูงอยู่ จึงเลือกซื้อมาเพียงขวดเดียว เรานั่งรอผู้ที่พอกโคลนได้สักพัก พวกเขาก็เดินหน้าเด้งออกมา และกล่าวว่าหน้าตึงมาก (เห็นที่ว่า ถ้าใครหน้าแห้งมากอาจจะไม่ค่อยเหมาะ แต่ถ้าใครน่ามันแผล็บชนิดที่นำมาทอดไข่ได้ก็น่าลองทำดู)

                          
ล่องไปตาม ถ้ำผีแมน 
เราออกจากที่พอกโคลน ประมาณ 10 โมงกว่า ๆ เพื่อจะไปยังถ้ำผีแมนต่อ ทางที่ไปนั้นก็ทรมาณสุดจะบรรยาย แรก ๆ ก็ยังดีอยู่หรอก แต่สักพักทางเริ่มคดเคี้ยวไปมา เดียวพอเลี้ยวซ้าย ข้างหน้าก็ต้องเลี้ยวขวาต่อเป็นแบบนี้ทุกที่ไป (นึกภาพเอาเองแล้วกัน) คนขับรถก็ขับเร็วเอาการอยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนรถไฟเหาะผสมปนเปกับปลาหมึกยักษ์ในสวนสนุก จะหลับตาก็ไม่ได้ลืมตาก็มึนหัว ทำท่าว่าจะอ้วกเสียแล้ว หันไปมองทุกคนในรถก็พลอยหลับกันไปหมด เอาไงดีอะเรา! จึงรีบหยิบถุงเตรียมพร้อมไว้ก่อนเลย จากนั้นเวลาก็ดูเหมือนจะผ่านไปนานแสนนาน รถก็หยุดลงเพื่อแวะให้เรากินข้าวเที่ยง ฉันแทบจะขอบคุณสววรค์เลยจริง ๆ เพราะถ้านานกว่านี้ทุกคนในรถอาจได้กลิ่นอ้วกได้ ไกด์บอกเราว่าทางเส้นนี้เป็นเส้นที่คดเคี้ยวกว่าที่เรามาเมื่อวานมาก คนส่วนใหญ่ที่เมารถก็เพราะทางเส้นนี้ที่มุ่งหน้าสู่ปาย เมื่อเรากินข้าวเสร็จ (ฉันกินอยู่นิดเดียว เพราะกินไม่ค่อยลง) เราก็ออกเดินทางไปถ้ำผีแมนต่อ ถึงที่หมายราวบ่ายโมงครึ่ง ที่นี้มีลักษณะเป็นถ้ำลอดขนาดใหญ่ ต้องนั่งเรือแพ
ลำเล็ก ๆ เข้าไป โดยมีชาวบ้านแถบนั้นเป็นคนจูงเรืออยู่ด้านหน้าคน หลังคน ลำหนึ่งจะนั่งได้ 3 คน ฉันนั่งไป
กับแม่และผู้หญิงกรุ๊ปทัวร์เดียวกันอีกคนหนึ่ง เราเริ่มล่องเรือเข้าไปภายใน เขาให้ตะเกียงและไฟฉายเรามาอย่างละอัน เพราะข้างในจะมืดมาก เมื่อเรือล่องเข้าสู่ถ้ำ ความมืดและความหนาวเย็นเริ่มคืบคลานเข้ามา เราเห็นแต่เพียงไฟจากตะเกียงของแพลำข้างหน้าเป็นจุดส้ม ๆ เท่านั้น ภายในนี้มีทั้งหมด 3 ถ้ำ


ถ้ำแรก ที่เข้าไป เรียกว่า ถ้ำเสาหิน จะมีไกด์คนหนึ่งเป็นหญิงชาวบ้าน ค่อยเดินนำเราไปยังที่ต่าง ๆ ถ้ำนี้มีลักษณะเป็นหินที่เป็นแท่ง หรือคล้ายเสาที่นำมาทำอาคาร บ้านเรือน เกิดจากที่หินงอกและหินย้อยขยายตัวมาบรรจบกัน คือว่าหินย้อยจะย้อยลงมาจากข้างบน ส่วนหินงอกจะงอกจากล่างขึ้นบนจนมาบรรจบกัน ดูแล้วคล้ายปะการังในท้องทะเลลึก หินงอกหินย้อยปรากฏเป็นรูปต่าง ๆ มากมาย ตามแต่ใครจะจิตนาการไป เราเดินกันไปได้สักพัก ฉันก็เหลือบไปเห็นหินงอกที่ดูเหมือนท่านผู้เฒ่าเต่า บางทีอาจเป็นคนค่อยดูแลที่นี้ก็ได้ แล้วก็ยังเจอกบยักษ์ที่ถูกสต๊าปเอาไว้ มีรูปทรงที่เป็นเหมือนดอกไม้ด้วย ว่ากันว่าดอกไม้ถ้ำ เกิดจากการสะสมตัวของผลึกคริสตัลพุ่งออกไปจากจุดศูนย์กลาง และออกไปในหลายทิศทางจนเกิดรูปร่างคล้ายดอกไม

ถ้ำที่สอง เรียกว่า ถ้ำตุ๊กตา ทางขึ้นออกจะลำบากอยู่ไม่น้อยเลย เพราะต้องปีนบันไดไม้ที่โขยกเขยกขึ้นไป บันไดก็ตั้งเกือบจะฉากอยู่แล้ว ไอ้ตอนขึ้นนะไม่เท่าไรหรอก แต่ตอนลงนี่สิ โอ๊ย ! เห็นแล้วหนาวเลย พอขึ้นไปถึงก็พบกับตุ๊กตามากมาย บางก็เป็นรูปจระเข้กำลังตะครุบเหยื่อ ส่วนจุดไฮไลท์ของถ้ำนี้ ก็ต้องเป็นตุ๊กตาหินชาวจีนนับพันนับร้อยตัวยืนเรียงรายอยู่ด้วยกัน มองดูแล้วแอบขนลุกขนพองตะงิด ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ไม่เอาดีกว่าจึงหันไปมองทางอื่นแทน ซึ่งปรากฏว่าดีกว่า เพราะสิ่งที่เห็น มันเหมือนของจริงจนสุดจะบรรยาย ไม่ต้องให้ใครบอกเลยนะว่าเหมือนอะไร ดูแวบเดียวก็สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง และมันเรียกว่า นมสาว กำลังเต็งตึงได้ทีจริง ๆ ดูแล้วก็แอบขำ (ทำไมมันเหมือนอย่างนี้) ถัดมามีภาพเขียนโบราณของคนสมัยก่อนที่เคยอาศัยอยู่ในถ้ำ เป็นภาพดูคลับคล้ายเหมือนสัตว์อะไรมี 4 ขา อ่านดูที่ป้ายบอกจึงรู้ว่า เป็นรูปกวาง นอกนั้นยังมี ธนู และดวงอาทิตย์ด้วย ภาพพวกนี้มีอายุนานมากแล้วประมาณ 2000-3000 ปี โดยคนล่าสัตว์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าภาพของพวกเขาจะอยู่มาจวบจนทุกวันนี้ น่าภาคภูมิใจแทนจริงๆ จากนั้นเราก็ลงจากถ้ำตุ๊กตามาขึ้นเรือต่อ ชังทุลักทุเลจริง ๆ ขึ้นไปก็หอบแหก ๆ แล้วนะ ลงมายังหัวใจจะวายอีก (ลืมบอกว่าเมื่อเข้าไปในถ้ำนี้แล้วรู้สึกอบอ้าวมาก)
เรามุ่งหน้าออกไปสู่...

ถ้ำที่สาม ระหว่างทางก็เห็นเรือของทัวร์เดียวกันออกมา ตอนหลังทราบว่าพวกเขาขี้เกียจขึ้นไป จึงออกมาเร็วนัก ระหว่างทางที่ไป มองขึ้นไปบนเพดานถ้ำที่สูงชะลูดนั้น ก็ได้ยินเสียงจี๊ด ๆ ของฝูงหนูมีปีก(ค้างคาง)อยู่เต็มไปหมด เอาไฟฉายส่องดูจึงพบว่ามีฝูงค้างคางอาศัยอยู่ที่นี้ (แอบกลัวพวกมันขี้ใส่หัวจัง) กลิ่นก็เหม็นพอดู สักพักเราก็เห็นช่องแสงร่ำไรลอดผ่านมา เปิดออกสู่ปากถ้ำไปยังป่าอีกแห่งหนึ่ง แม่น้ำละไหลไปถึงไหนนั้น ฉันเองก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเรือมาจอดให้เราลงบริเวณปากทางถ้ำพอดี เพื่อจะไปยังถ้ำที่สาม ที่มีชื่อว่า ถ้ำผีแมน แหงนหน้าขึ้นไป ไอหยา ! เราต้องปีนขึ้นไปอีกแล้วหรือนี่ ใจก็ห่วงแม่ว่าจะไหวไหม ขนาดเราขายังสั่นเลย แต่แม่ก็ยืนยันว่าไหวแน่นอน ภายในถ้ำนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษเหมือนถ้ำที่ผ่านมา เพียงแต่เราต้องเดินด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษหน่อยเท่านั้น เพื่อหลบหินก้อนนั้นที่หินย้อยอันโน่นที มองไปทางคนข้างหน้า ก็เห็นครอบครัวชาวฝรั่งครอบครัวหนึ่ง มีทั้งพ่อแม่และลูกอีก 2 คน ลูกคนโตก็พอเดินได้ แม่เป็นคนจูง ส่วนลูกคนสุดท้องนั้นยังเดินไม่ได้ พ่อแก่ก็อุตส่าห์อยากให้ลูกได้ดูกับเค้าด้วย หอบลูกไว้ด้วยเป้สะพายเด็กข้างหลัง เดินเที่ยวนานเข้าหน่อย พ่อคงลืมลูกแก่มั่ง เล่นเดินหลบหิน เหวี่ยงตัวเองจนเด็กที่อยู่ข้างหลังหัวเกือบโขกเข้ากับหิน ฉันมองดูอยู่ข้างหลังไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าหัวโปกเข้าไปจะเป็นยังไง เมื่อเราเดินเข้าไปถึง ไกด์ก็บอกเราว่า ท่อนไม้ยาว ๆ ที่เห็นเป็นที่บรรจุศพคนตายสมัยก่อน มีนักโบราณคดีชาวต่างชาติมาพบ จึงตั้งชื่อว่า โลงผีแมน เพราะไม้ยาวมาก ๆ คนสมัยก่อนคงตัวยาวละมั่ง ฉันเกือบจะลงมือถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว แต่แม่ดันเอามือมาห้ามไว้ก่อน แม่คงกลัวละสิ รู้นะ (แต่ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน) เลยไม่มีรูปเอามาให้ดูกันนะ ขอโทษด้วย จากนั้นเราก็พายเรือกลับไปยังที่เดิม เมื่อถึงทางออก เห็นไกด์ของเรารออยู่สีหน้าแสดงคำถามในใจ ? สักพักก็ถามขึ้นมาว่า “เข้าไปนานจัง”
         



จากนั้น เราก็ขึ้นรถไปวัดพระวิหารน้ำอู้ เราถึงที่นั้น ประมาณบ่าย 3 โมงกว่า เขาบอกว่าที่นี้มีพระเปิดเศียรได้ ภายในมีน้ำอยู่ด้วย แต่ก็ไม่รู้นะว่าเป็นยังไง เพราะไม่ได้เปิดดู (หลังจากลงรถ อยากบอกว่ามึนหัวมาก)

                         

ปาย.....ทางเดินที่สวนกัน

เราเข้าที่พักราวๆ บ่าย 4 โมงกว่า...
ตกกลางคืนไกด์ก็พาเราไปสู่ถนนคนเดินที่ปาย ที่นี้มีคนเดินเยอะมาก ๆ ฉันแวะเจอร้านไปรษณีย์จึงตรงรี่เข้าไปเขียนจดหมายถึงคนที่อยู่ทางบ้าน เดินถัดมาหน่อย จึงพบกับฝรั่งกลุ่มหนึ่ง กำลังเล่นเครื่องดนตรีที่ทำมาจากกระทะที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ขายอันละ 350 บาท เราไปยืนดูเขาเล่นสักพัก จึงได้ไปชมที่อื่นต่อ ของขายที่นี้ก็แอบคล้ายกับตลาดที่แรกที่เราไป มีของขายจากกะเหรี่ยงและของที่หาซื้อได้ตามทั่วไป แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะคนมุงดูเยอะมาก คือมีวงดนตรี โดยมีฝรั่งไว้ผมยาวรัดรวบไว้ด้านหลังเป็นผู้ร้องนำ แล้วก็มีคนเล่นกีต้าร์ คนเล่นแจ๊สและกลอง เพลงที่ฟังเป็นแบบสบาย ๆ ฟังเพลิน ๆได้สักพักก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ขอใครก็ไม่รู้ดังขึ้นขัดจังหวะ จะรับก็ไม่รับ ปล่อยให้ดังอยู่ได้ ฉันเองเริ่มรำคาญเล็กน้อย ผู้คนในระแวกนั้นเริ่มหันมามองหน้ากัน พลางทำสายตาขุ่น ๆ ใส่ หันไปอีกทีปรากฏว่าเสียงโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าของแม่ ไม่ไหวแล้วสายตาประชาชี จึงรีบหนีออกมาอย่างไม่รอช้า เราเดินมาขึ้นรถที่ทุกคนต่างมากันพร้อมแล้ว ก็มีพี่ผู้หญิงในกรุ๊ปทัวร์คนหนึ่งเรียก “หวานๆ เจออ้น สราวุฒิ กับ เอส ไหม นี้ไงรูป” รูปปรากฏจริงดังที่สาวคนนั้นบอก โดยเจ๊แก่ยืนถ่ายประกบ 2 หนุ่มเลย เห็นแล้วก็นึกเสียดาย เหอะ! เดินที่เดียวกัน เวลาก็เดียวกันแท้ๆ แต่ไม่ยังกะเห็น กับเค้า (นี้ถ้าแม่รู้เขา มีหวังได้เดินกลับไปหาทั้งคืนแน่ๆ)

ทะเลหมอก..ที่ห้วยน้ำดัง
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550

ตื่นตี 4 อีกแล้ว คราวนี้เราออกมาเป็นคนแรกเลย แต่กว่าจะออกเดินทางไปดูพระอาทิตย์ที่ห้วยน้ำดัง สุดยอดทะเลหมอกนั้น ก็ราว ๆ ตี 5 (รีบตื่นทำไมเนี้ย) กว่าจะถึงก็ราว 6 โมง ฟ้าที่นี้ยังมืดสลัวอยู่ พอเราลงจากรถเท่านั้นแหละ มันหนาวยิ่งกว่าทุกที่ที่เราไปมา จนแม่ถึงกับต้องไปเอาผ้าเช็ดตัวมาคลุมเหลือแต่หน้ากันเลยทีเดียว เราลงเดินท่ามกลางความมืดมิดและหมอกควันจาง ๆ ที่ลอยออกมาจากปากเรา สักครู่ ก็เกิดความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาทันใดนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าอากาศที่หนาวมากเกินไปนั่นเอง ห้องน้ำที่นี้นั้นก็มีความไม่เหมือนใคร เพราะก่อนที่จะเข้าไปต้องถอดรองเท้าตนเองออกก่อน แล้วจึงใส่รองเท้าแตะที่เขาเตรียมไว้ให้ แต่ก็ใช่ว่ารองเท้าจะพอดีกับจำนวนคนที่เข้ามา (บางคนถึงกับเดินเท้าเปล่าเข้าไปเลยก็มี)

สักพักเราก็ขึ้นมารับประทานอาหารเช้ากันแบบง่าย ๆ ด้วยน้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ (ไม่ใช่ ! กับปาท่องโกสิจ๊ะ) เรากินกันอิ่มได้ที่ ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น เห็นเนินเขาลาดลงไปสู่เบื้องล่าง ปูทางด้วยดอกไม้สีขาว สีชมพู สีแดง ละลานตาไปหมด หมอกขาว ๆ ลงจับยอดไม้ดูราวกับความฝัน และนั้นก็คงเป็นฝันดี เราเริ่มลงเดินไปตามทางที่เขาทำไว้ ที่นี้มีต้นสนต้นหนึ่งที่ลำต้นตั้งสูงตระง่านกว่าต้นใด ๆ ท่ามกลางยอดหญ้าและมวลดอกไม้เล็ก ๆ เราถ่ายรูปกันได้สักพักพี่ไกด์ก็เดินมาบอกเราว่า “สงสัยพระอาทิตย์คงนะไม่ขึ้นเพราะหมอกลงจัดมาก เสียใจด้วยนะ น้ำหวาน” ฉันแทบอยากจะร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด ก็เราสู่อุตสาห์ตื่นตั้งแต่เช้าแล้วก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกแล้ว แต่จะบอกว่าผิดหวังสักทีเดียวก็คงไม่ได้เพราะเราจะได้เห็นบรรยากาศในอีกรูปแบบหนึ่งที่สวยงามไม่แพ้กัน รถออกเดินทางจากไปแล้ว แต่ฉันก็ยังคงหันไปมองทะเลหมอกจนลับตาหายไป
8โมงเช้ารถมุ่งหน้าสู่น้ำพุร้อนโป่งเดือด ที่นี้เดือดถึงขนาดลวกไข่กินได้เลย (ว้า ! แต่เราก็ไม่ได้เอาไข่มา) อุณหภูมิที่ผิวน้ำก็ประมาณ 90-99 องศา แต่ถ้าเป็นน้ำใต้ผิวดินแล้วละถึง 170-203 องศา เลยทีเดียว

                                 
ละลานตากับพืชสวนโลก

เมื่อ
เราออกจากน้ำพุร้อนโป่งเดือดแล้วเราก็มุ่งหน้าเข้าสู่ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปสู่มหกรรมพืชสวนโลกที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ก่อนถึงเราแวะกินข้าวเที่ยงเพื่อเอาแรงกันที่สวนอาหารออคิต หรือสวนอาหารกล้วยไม้ ที่นี้มีพันธุ์กล้วยไม้นานาชนิด ทั้งสีม่วง สีชมพูเข้มและอ่อน สีขาว สีเหลือง เยอะแยะมากมาย ทั้งยังมีการขายต้นกล้วยไม้ ขายพันธุ์ ขายเข็มกลัดรูปกล้วยไม้ยังมีเลย โดยเฉพาะอาหารที่นี้ที่จัดอยู่ในรูปแบบบุปเฟ่ก็อร่อยถูกใจมาก (ที่ตักได้ไม่อั้นนี้แหละที่ชอบมาก) หลังจากกินเสร็จแล้ว เราก็เดินแวะดูสวนกล้วยไม้แสนสวยสักพักจึงขึ้นรถไปมหกรรมพืชสวนโลก (ระหว่าทางแวะซื้อสตรอเบอร์รี่) เราไปถึงประมาณราวๆ บ่ายโมงครึ่ง ไกด์ให้เวลาเราไปจนถึง 17.30 น. สรุปแล้วให้เวลา 4 ชั่วโมง โอ้!!!!!!!! ไม่ จะเป็นไปได้อย่างไรกันจ๊า ฉันกับแม่เราพยายามเร่งเดินกันสุดๆ ภายในคนค่อนข้างหนาแน่นมาก ที่นี้มีรถรับส่งแต่ต้องซื้อบัตร และต่อคิวที่ยาวเหยียดประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงจะได้ขึ้น แต่เราไม่ได้ซื้อ เลือกที่จะเดินมากกว่า ภายหลังพบว่า ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่

Zone แรก เป็น Zone องค์กรเฉลิมพระเกียรติ ส่วนใหญ่เป็นส่วนที่ทำขึ้นเพื่อเถิดพระเกียรติให้ในหลวงของเรา มีทั้งบ้านเรือนไทยที่เป็นมรดกแห่งภูมิปัญญา สวนรวมพันธุ์ไม้ไทย สวนเพื่อสร้างความยั่งยืนของ ปตท. แล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย เราถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นเราก็เริ่มเข้าสู่ Zone ที่สอง เป็นสวนนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้และสัญลักษณ์ของแต่ละชาติ สำหรับประเทศที่ร่วมจัดแสดงนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิน 23 ประเทศ จาก 4 ทวีปทั่วโลก สวนแรกที่เราเข้าไป คือ สวนของประเทศอิหร่าน มี ฮาพีช เป็นโดมเล็กๆ มีเสาอยู่ 8 ต้น ทั้งลาวที่แสดงสถาปัตยกรรมโดยหลังคาจั่วแบบเอียงโค้งซ้อนกัน 3 ชั้น ส่วนที่อินเดียนั้นอลังการมาก มีต้นศรีมหาโพธิ์ อยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ เมืองพุทธคยา ซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่นี้มีสวนอยู่ 4 แห่ง เรียกว่า สวนแห่งแสงจันทร์ , สวนแปลงบุปผาชาติ, สวนน้ำและสวนสมุนไพร ส่วนสวนของประเทศเบลเยียมนั้นก็มีจุดเด่นที่สวยแปลกตา คือ บริเวณพื้นหญ้าสีเขียวราวหญ้าปลอม ที่มีลักษณะเป็นเกลียวคลื่นนั้น มีพันธุ์ไม้คดเป็นรูปคล้ายหมวกมีรูตรงกลาง ดูสวยงามตระกานตา ถัดไปเป็นสวนของประเทศภูฐาน ของเจ้าชาย จิกมี ที่เป็นขวัญใจของชาวไทยทั้งหลาย มีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายพวกเนปาล+จีน ปนอินเดียนิดๆ แต่การวางผังคล้ายบ้านชาวจีนมากกว่า

จากนั้นเราก็เดินถึงสวนคันไซ เป็นสวนที่จัดร่วมกับจังหวัดเกียวโต โอซากา และเฮียวโก เมื่อเดินเข้าไปจะสัมผัสถึงกลิ่นไอของวัฒนธรรมเกียวโต ราวกับกำลังเดินเข้าสู่มหานครเกียวโตในอดีต ลักษณะเป็นดั่งความเรียบง่ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมาถึงญี่ปุ่นกันแล้ว เราก็เดินเข้าไปในจีนแผ่นดินโหญ่โดยรวดเร็ว เพราะนี้ก็เป็นเวลา 4 โมงได้แล้ว หากไม่รีบทำเวลาอาจไม่ได้เห็นในส่วนที่น่าดูกว่านี้ก็ได้ จากจีนแผ่นดินใหญ่ เราก็มุ่งสู่ตะวันตกด้วยความรวดเร็วเข้าสู่ดินแดนแห่งทุ่งทิวลิป และดอกลิลลี่สีขาวสลับชมพู ไม่อยากจะพูดเลยถึงเรื่องน่าอายว่าตอนแรกเราสองแม่ลูก ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นดอกไม้อะไร ก็เดินตรงไปถามเจ้าพนักงานด้วยน่าตายิ้มแย้ม เจ้าพนักงานก็ตอบกลับมาว่า “อ้าว!!! ก็ดอกลิลลี่ไง” เราถึงกลับน่าแตกออกมาด้วยความโง่เลยทีเดียว ที่นี้มีรองเท้ายักษ์ ที่ทำจากไม้ให้ใส่ด้วย มันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาที่จะใส่รองเท้าคล้ายรองเท้าคนแคระหัวเชิดขึ้น ทำจากไม้ เรียกว่า รองเท้าดัช จากนั้นเราก็มุ่งสู่ ดินแดนทางตอนใต้ นั้นคือ บังคลาเทศ ที่มีดอกไม้ดอกใหญ่ ข้างในกลีบมีสีขาว ข้างนอกกลีบมีสีเขียว (แต่เป็นของปลอมนะ) แล้วเราก็มุ่ง หน้าไปทางเหนือโดยเร็ว มุ่งสู่ตุรกีดินแดนแห่งวัฒนธรรมโบราณมากมาย มีเรือลำหนึ่งคล้ายเรือไวกิ้ง ตั้งตระง่านอยู่

จากนั้นเราก็มุ่งสู่ดินแดนวัวกระทิง (สเปน) ถ่ายรูปกับทางเข้าที่มีต้นสนอยู่สองข้างทาง แล้วเราก็เดินย้อนกลับมาถึงกับเหนื่อยไปเลย ก็นี้เราเล่นเดินข้ามทวีปไปมา ภายในไม่กี่นาทีหรือนี้ กว่าเราจะเข้าไปที่หอคำหลวงก็ราวๆ 4 โมงกว่าได้แล้ว เรามุ่งสู่เส้นทางลานราษฎร์เฉลิมพระเกียรติฯ ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่หอคำหลวงนั้นเอง หอคำหลวงเป็นปรากฏการณ์ความงดงามทางสถาปัตยกรรมของไทยล้านนาประยุกต์ งานนี้ ต้องขอบคุณนายช่างใหญ่ รุ่ง จันตาบุญ ที่รวบรวมช่างสิบหมู่พื้นบ้านกว่า 60 ชีวิตมาสรรสร้างงานวิจิตรอลังการแห่งนี้ เมื่อเดินรอบหอคำหลวงสังเกตเห็นระฆังน้อยๆที่แขวนลงมาจากเชิงชายนับร้อยนับพันอัน ส่งเสียงร้องทักทายผู้มาเยือนอย่างเป็นมิตร หอคำหลวงนี้เป็นแบบ 2 ชั้น คือชั้นล่าง แสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ของในหลวง ในฐานะที่ทรงเป็น พระมหากษัตริย์นักการเกษตรของโลก ส่วนชั้นบน จัดแสดงภาพจิตกรรมฝาผนัง ลงรักปิดทองลายกำมะลอที่เป็น โทนสีแดง เทา และทอง ตรงกลางที่ตั้งเด่นเป็นสง่าเลยนั้น คือ ต้นทศพิธราชธรรม ที่มีอยู่ 6 ช่อ ทั้งสีเงิน 1 ช่อ ทอง 2 ช่อ และทองแดง 3 ช่อ ซึ่งแสดงความเป็นองค์ประธานของหอคำหลวงแห่งนี้ เราดูกันชนิดที่ว่าเพลินตาไปเลย ลงมาอีกที่ ปรากฏว่า 5 โมงกว่าแล้ว แย่แน่เรา.... สักพักเราก็ไปเจอกับพี่ที่มากับทัวร์เรา 2 คน พอเป็นเพื่อนเดินหาทางออกไปด้วยกัน แต่ก็ยังไม่วายที่ไกด์โทรศัพท์มาหาลูกทัวร์เราคนหนึ่งว่า ควรถึงเวลาออกมาได้แล้ว ไอ้เราก็หาทางออกกันเสียให้วุ่น ถามใครก็ให้ไปทางโน้นบ้าง ไปทางนี้บ้าง เนื่องจากเรามาอยู่ตรงกลางงานพอดี ไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เราเลยตัดสินใจเดินตามลานราษฎร์เฉลิมพระเกียรติฯ ก็ตรงหอคำหลวงนั้นละ เดินตรงมาเรื่อยๆ พลางถามทางตลอดเวลา กว่าจะถึงทางออกขาแทบลาก รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ปากซีดเผือกเหมือนจะขาดน้ำ (ลืมบอกไปว่า เกือบถึงทางออก เราก็พบกับขบวนพาเรดบรรเลงเพลงมาร์ชแบบในสวนสนุก แม้จะรีบร้อนเพียงใด แต่ก็ยังมีเวลาได้ถ่ายรูปตัวตลกขี่คอกันเก็บไว้ได้) เราเดินมาถึงทางออกที่เป็นจุดซื้อของฝากก็ราว 6 โมงเย็นพอดี แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะทุกคนยืนรอเรากันหมดแล้ว ขาดแต่เราหญิงสาวทั้ง 4 เนี้ยละ ถามความจริงทราบว่า พวกเค้าล้วนซื้อบัตรรถกันหมดไม่ได้แวะลงที่ไหนเลย แต่ก็ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง แล้วก็ยังเหลือเวลาเดินเล่นซื้อของอีก 2 ชั่วโมง แล้วก็รอเราอีกครึ่งชั่วโมง เหนื่อยสุดๆ แต่ก็สนุกไปอีกแบบ กะว่าถ้าทัวร์นี้จัดขึ้นอีกก็คงไม่พลาดแน่ละ จากนั้นรถตู้ก็ พาเราไปส่งที่ร้านอาหาร เรากินกันชนิดที่ว่าไม่ให้ท้องหิวถึงวันพรุ่งนี้เลยที่เดียว พอกินเสร็จ รถตู้ก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเราโดยสวัสดิภาพ (ราวตี 3)

บทสรุป..เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
" ยังคงตามหาพระอาทิตย์ขึ้นต่อไป ฮือ ๆ
"




    เพื่อนท่องเที่ยว ขอขอบคุณน้อง "น้ำหวาน" ด้วยนะครับ
    ที่ส่งเรื่องเล่าดีๆ ..มาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกัน
ครับ



 
     
ปลายฝน..ต้นหนาว ที่ "ปางอุ๋ง" จ.แม่ฮ่องสอน ปลายฝน..ต้นหนาว ที่ปางอุ๋ง
จ.แม่ฮ่องสอน 
ฝนคงทำให้ใครหลายคนเกิดความเหงา แต่ฝนบางเบา อ่านต่อ...
  ปางตอง..หนาวแรกแห่งฤดูกาล 0.แม่ฮ่องสอน
ปางตอง..หนาวแรกแห่งฤดูกาล
จ.แม่ฮ่องสอน
เมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองสามหมอก ล้อมรอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนทอดขนาน อ่านต่อ...
เที่ยวแม่ฮ่องสอน..กับน้องน้ำหวาน เที่ยวแม่ฮ่องสอน..กับน้องน้ำหวาน
จ.แม่ฮ่องสอน ปาย เชียงใหม่ กับน้องน้ำหวาน อ่านต่อ...
  รวมภาพ "แม่ฮ่องสอน" เส้นทางสายโรแมนติก รวมภาพเส้นทางสาย..แม่ฮ่องสอน
ดูภาพเส้นทางคลิ๊กที่นี่ได้เลยครับ
อ่านต่อ...