:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัด 
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
ภูเก็ตแอร์
One-2-Go
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
นิตรสาร "สารคดี"
นิตรสาร "อสท"
PIXPROS สังคมแห่งการถ่ายภาพ
สนามเดินป่า  
font.com
Wordmark.it
 
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว
 
 
การวิเคราะห์เว็บระดับองค์กร Visitors Report
 

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อู่ทอง อู่อารยธรรมโบราณ : จ.สุพรรณบุรี
การมุ่งหน้าเดินทางสู่แดนอารยธรรมโบราณในวันนี้ ดูเหมือนว่าตัวเองอยากจะทำตัวกลืนเขากับเด็กๆ นักศึกษาและคณะคณาจารย์คณะโบราณคดี   ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตา เรียนรู้ ขุดค้นหลุมขุด ในแหล่งเมืองโบราณคดีอู่ทอง
ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนพร้อมครูอาจารย์ ภาควิชาโบราณคดี ที่สอนขบวนการ ในการเรียนรู้ การสืบเสาะ แสวงหา ค้นหา วิเคราะห์หาวัตถุโบราณ ล้ำค่าให้กับแผ่นดิน ในประเทศไทย ไม่ว่าวัตถุสิ่งของนั้น จะถูกกาลเวลากลืนหายไปนานเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้พอเรียนจบมาจากศิลปกร มาทำงานให้กับกรมศิลป์ จะมีวิธีการวิเคราะห์ สังเกตุ สืบค้น  ค้นหาความมีคุณค่าจากกาลเวลาเก่าๆ ที่ผ่านมาเนินนาน ให้กลับมาเป็นพิพิธภันฑ์ที่มีชีวิต ให้คนในยุคปัจจุบัน ได้เรียนรู้ ได้เห็นคุุณค่า ที่ถูกต้องตามกาลเวลา ตามอารยธรรมประวัติศาสตร์โบราณ...ให้ได้มากที่สุด




:: สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว ระหว่างเส้นทางในการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้คำพ่วงมาว่าต้องมี วิถีไทย ในการเดินทางไปเมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นอู่อารยธรรมเมืองโบราณ ต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ประเทศไทย วันนี้คณะเราต้องเดินทางผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่งที่เป็นวิถีไทย   แต่เป็นวิถีไทยที่มีมาแต่โบราณ ดังนั้นใน 1 วัน กับการเดินทางเราจะ แวะชม เรียนรู้ รับฟัง ใคร่ควร หาเหตุผสมผลแห่งข้อมูลที่ได้รับ นำมาวิเคราะห์ จากสถานที่หลายแห่งที่ได้เดินทางไปเห็น เราได้ถ่ายภาพมาประกอบการเขียนเรื่่องเพื่อประชาสัมพันธ์ไปสู่ภาคประชาชนทั่วไป โดยร่วมการเดินทางไปกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) อพท. , สมาคมธุรกิจท่องเท่ียว ภายในประเทศ (สทน.) พร้อมหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สำหรับสถานที่แรกนั้นเรียกว่า...



:: สลักพระหน้าผาปุษยคีรีเขาเทียมสวรรค ณ พุทธมหาสถานเมืองโบราณอู่ทอง สถานที่แห่งนี้ เป็นโครงการเชื่อมโยงเมืองโบราณอู่ทองเก่า แต่สถานที่แห่งนี้เป็นการสร้างงานใหมบนพื้นที่เสื่อโทรม ซึ่งมีการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ และจะแกะสลักพระพุทธรูปจำลองหลายปรางค์ องค์ใหญ่มากๆ ไว้ที่หน้าผา "ผาปุษยคีรีเขาเทียมสวรรค" ซึ่งเรียกว่า "พุทธมหาสถานเมืองโบราณอู่ทอง" ซึ่งเกิดจากแนวคิด พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ.๘) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี มีดำริที่จะสถาปนาพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันให้คงอยู่สืบไป จึงจัดสร้างพระพุทธรูปแกะสลักบนภูผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ภูผามังกรบิน (วงกลม) ในเขตโบราณสถานเมืองอู่ทอง ด้วยเหตุผลสอดคล้องในด้านพื้นที่ ที่กรมศิลป์ยืนยันว่า เคยเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ มีหลักฐานขุดค้นทางโบราณคดีที่กล่าวไว้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย ส่งพระโสณะ พระอุตตตรเถระ เข้ามาในดินแดนในช่วงประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๓ ตามหลักฐานจารึกจาก ศิลา "ปุษยคีรี" แล"ธรรมจักรบนยอดเสาอโศก" ที่ทำการขุดค้นขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันหลักฐานได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภันฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง

และเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ ยังจะสะท้อนให้เห็นถึง ความแข็งแกร่งทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานจนพุทธกาลล่วงสู่ปี พ.ศ.๒๕๕๔ และสืบต่อไป  ซึ่งปัจจุบันงานแกะสลัก กำลังดำเนินการแกะสลักพระพุทธรูปจำลองไว้ที่หน้าผา แต่ชิ้นสำคัญ ที่เป็นส่วนพระเกตุมาลา ได้จัดทำเสร็จแล้ว สามารถมาร่วมฉลองการสืบทอดพระพุทธศาสนาได้ ด้วยการมาปิดทองยอดพระเกตุมาลาที่จัดไว้ให้เข้าชม ได้ ณ บริเวณเต้นท์ด้านหน้าสถานที่ก่อสร้าง และเมื่อองค์จำลองพระพุทธรูปเสร็จ   ก็จะยกพระเกตุมาลาไปติดตั้ง สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป...จากจุดนี้เราขับรถออกมาไม่ไกล เข้าไปสถานที่อีกแห่ง เรียกว่า...

:: วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม (เดิมชื่อวัด เขาพระ) เป็นวัตถุหลักฐานชิ้นสำคัญอีกแห่งว่า เป็นวัดมาตั้งแต่สมัยทวารวดโดยในพื้นที่มีโบราณวัตถุหลายชิ้นเป็นหลักฐาน เช่น พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระรอด พระถ้ำเสือ รูปฤาษีเป็นแบบพิมพ์สมััยทวารวดี และยังมี เทวรูปจักรนารายณ์เนื้อหินสลักนูนสูง

เป็นรูปทิพยบุคคลมี 4 ส่วน พระหัตถ์ขวาบนถือจักร พระหัตถ์ขวาล่างถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายบนไม่ทราบแน่ชัดว่าถือสิ่งใด ส่วนพระหัตถ์ซ้ายล่างถือคฑา อายุสมัยประมาณพุทธศตวรรษ์ที่ 13-14 ส่วนบนยอดเขาพบเจดีย์อยุทธยา 1 องค์ เป็นการสร้างเจดีย์สมัยอยุทธยา สร้างซ้อนทับโบราณสถานสมัยทวารวดี และยังมีรอยพระบาทจำลองแกะจากหินทราย สีเขียวสลักลวดลายมงคล เท่าที่สอบถามจากนักวิชาการ ให้ความเห็นว่า เป็นรอยพระพุทธบาท  ศิลปะสมัยทวารวดีตอนปลาย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม อายุโดยประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17  ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขา

ส่วนการวิเคราะห์การสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง สรุปไว้ประมาณว่า เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกจากวัดเราทานอาหารกันช่วงเที่ยงซักเล็กน้อย เพราะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เพิ่งได้รับรู้มานั้น ชวนให้หลงไหล อยากรีบเดินทางไปสืบค้นให้เร็วๆ เหมือนดังว่าเรื่องราวนั้นยิ่งรับทราบ ยิ่งสนุก ยิ่งน่าสนใจ ซึ่งจุดต่อไปเราลงพื้นที่จริงที่หลุมขุด

:: หลุมขุดโบราณเมืองอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทองทั้งเมือง เป็นรูปลักษณะวงรี มีคูเมืองล้อมรอบ ปัจจุบันพบเห็นว่ามีร่องรอยคูน้ำ คันดิน ซากโบราณสถานและโบราณวัตถุ วัตถุที่พบส่วนใหญ่อยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุโดยประมาณ พุทธศตววษ ที่ 11-16 หรือประมาณ พ.ศ. 1100-1600 หรือโดยประมาณ 1500 ปีผ่านมาแล้ว



ด้วยว่าพื้นที่เป็นเมืองเก่าแก่ เอื้อให้คนรุ่นหลังได้ขุดค้นหลักฐานนำมาศึกษา เท่าที่เห็นแหล่งขุดนั้น มีการเริ่มการสำรวจมาตั้งแต่ พ.ศ.2476 ราชบัณฑิตยสภาสำรวจและทำแผนผังเมืองโบราณอู่ทองเอาไว้ จากนั้นมีการขุดแต่งของกรมศิลปกร ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2504 จึงได้พบวัตถุโบราณสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก ครั้งปี พ.ศ.2507-2509 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษ ช็อง บวส-เซลีเย่ร์ และหัวหน้าหน่วยศิลปกรในสมัยนั้น ได้ขุดแต่งและค้นคว้าเมืองโบราณอู่ทอง จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า เมืองโบราณอู่ทอง เป็นเมืองโบราณสำคัญแห่งแคว้นฟูนัน และมีฐานะเป็นเมืองหลวงมาก่อนนครปฐม นัยทางการประเมินคือ เมืองหลวงของทวารวดี จากหลุมขุดเพื่อการศึกษา อนุรักษ์ เราเดินทางไปชมวัตถุที่ขุดขึ้นมาได้ ซึ่งจัดแสดงไว้ที่พิพิธภันฑ์

:: พิพิธภันฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการต่างๆ ของมนุษย์ยุคต่างๆ  ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ โดยแบ่งอาคารจัดแสดงออกเป็นสองอาคารใหญ่
• อาคารหนึ่ง จัดแสดงการค้นพบเมืองอู่ทอง สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยทวารวดี รวมถึงพระพุทธรูปสมัยทวารวดี
• อาคารสอง จัดแสดงชาติพันธุ์วิทยา และลูกปัดที่ค้นพบเมืองอู่ทอง สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยทวารวดี

มาที่แห่งนี้เพียงแค่สองอาคาร เมื่อมองเห็นโบราณวัตถุก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง คุณค่าทางการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และอนุรักษ์ให้สืบต่อไป  และหากเวลายังเหลือ ก็สามารถเดินชมบริเวณลานกลางแจ้ง ที่จัดแสดงบ้านเรือนแบบลาวโซ่งไว้ให้ได้ชม เดินมาถึงจุดนี้ก็ให้ได้เห็นว่า เมืองโบราณนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงขอนำพาย้อนไปรู้จักกับเมืองเก่าแห่งนี้กันอีกซักนิด



:: อู่ทอง เมืองโบราณ เมืองโบราณอู่ทอง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกตกของแม่น้ำจรเข้สามพัน มีลักษณะเมืองเป็นรูปวงรีขนาด 1850 x 820 เมตร มีคูน้ำคันดินล้อมลอบ ทิศตะวันตกเป็นเขารางกะปิด เขาคำเทียนและเขาพระ ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกักเก็บน้ำ นอกเมืองแนวคันดินเป็นถนนโบราณเรียกว่า ถนนท้าวอู่ทอง และแนวคันดินรูปเกือกม้าเรียกว่า คอกช้างดิน ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะเป็นเพนียดคล้องช้างโบราณ หรือสระเก็บน้ำในศาสนาพราหมณ์ เมืองโบราณแห่งนี้ มีร่องรอยการอยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐานชุมชนมาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2500-2000 ปีผ่านมาแล้ว โดยพบเครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา ที่ปั้นด้วยดินเผา เป็นต้น ต่อมาชุมชนแห่งนี้ได้พัฒนาตนเองไปสู่สังคมเมืองสมัยประวัติศาสตร์ในราวพุทธศตวรรษที่ 5-9  ทำการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการค้า และเมืองท่าร่วมสมัยกับเมืองออกแก้ว (ทางภาคใต้ของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) ในการขุดค้นยังพบ ลูกปัดแก้ว เหรียญกษาปณ์  เหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิ์วิกโตรีนส เป็นต้น

อู่ทอง ได้รับรูปแบบทางศาสนา ศิลปกรรม มาจากอมราวดีในอินเดีย นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษ ศาสตราจารย์ ช็อง บวส-เซลีเย่ร์ ให้ข้อสันนิฐานและเชื่อว่า เมืองอู่ทอง เป็นราชธานีแห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่ง พระสมณทูต เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยประมาณ พ.ศ.270-311

รัฐทวารวดี ได้เจริญขึ้นมาทางตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา รุ่งเรืองสุดในช่วงยุค พุทธศตวรรษที่ 11-16 โดยมีบันทึกของ พระภิกษุเห้ียนจัง ได้กล่าวไว้ว่า อาณาจักรโตโลโปตี๊ (หมายถึงทวารวดี) และการขุดค้นยังพบ เหรียญเงินจารึกว่า "ศรีทวารวดี ศุวรปุณยะ" เป็นการยืนยันการมีตัวตนของอาณาจักรทวารวดี โดยมีเมืองอู่ทองเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา พราหมณ์ และวัฒนธรรมทวารวดี ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นหลัก ใช้ภาษามอญ ยึดคติทางศาสนารูปแบบศิลปะคุปตะจากอินเดีย โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่พบในเมืองอู่ทอง เป็นศิลปกรรมสมัยทวารวดี เช่น เศียรพระพุทธรูปทองคำ เจดีย์ พระพุทธรูปปางประทานธรรมจักร



เมืองอู่ทองได้หมดความสำคัญและร้างไปในราวพุทธศตวรรษ ที่ 16 ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ราชการแผ่นดิน แบ่งหัวเมืองต่างๆ ออกเป็นมณฑล เมือง อำเภอ และตำบล อำเภออู่ทองจึงเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2448 โดยมีชื่อแรกตั้งว่า อำเภอจรเข้สามพัน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 ตำบล ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่า ท้องที่อำเภอจรเข้สามพันเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ เมืองท้าวอู่ทอง จึงได้ได้ย้ายที่ว่ากการอำเภอจากหมู่บ้านจรเขะสามพันมาตั้ง ณ บริเวณเมืองโบราณท้าวอู่ทอง และให้เปลี่ยนชื่ออำเภอจากจรเข้สามพันเป็น อำเภออู่ทอง เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482

:: สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง หลังจากเดินกลางแดด ตากลมกันมาทั้งวัน เรามาส่งท้ายที่อยากเรียกว่า มาเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังแนวทางการพัฒนาพื้นที่  แบบมีแผนแม่บท ส่งท้ายการทำงานในเมืองโบราณด้วยการเสวนาภาษาในห้องประชุม เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่อาคาร องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) อพท. โดยสรุปว่า มีแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการบริการ ให้บริการ การเป็นเจ้าบ้านที่ดี และรวมถึงมาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน   โดยมีองค์ประกอบการจัดทรัพยากรนันทนาการในแหล่งท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การจัดการเชิงนิเวศน์ เรียกว่าคุยกันจนพระอาทิตย์ตกดิน ออกมานอกห้องยังมี อาหาร และงานฝีมือชาวบ้านมาขาย รวมถึงมีการแสดงพื้นบ้านให้ได้ชม ก่อนแยกจาก และในฐานะผู้เขียนเป็นผู้เฝ้าสังเกตุการณ์ก็ต้องบอกว่า เมืองอู่ทอง เป็นเมืองอู่อารยธรรมโบราณ ที่ทรงคุณค่า ที่หาค่าประมาณไม่ได้ จริงๆ สวัสดีครับ...



ข้อมูลจำเพาะ
• พิพิธภันฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2446 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งเสด็จตรวจเยี่ยมเมืองสุพรรณบุรี ในคณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบัน พ.ศ.2508-2509 กรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคารพิพิธภันฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุโบราณ

• เมืองโบราณอู่ทอง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกตกของแม่น้ำจรเข้สามพัน มีลักษณะเมืองเป็นรูปวงรีขนาด1850 x 820 เมตร มีคูน้ำคันดินล้อมลอบ ทิศตะวันตกเป็นเขารางกะปิด เขาคำเทียนและเขาพระ ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกักเก็บน้ำ นอกเมืองแนวคันดินเป็นถนนโบราณเรียกว่า ถนนท้าวอู่ทอง และแนวคันดินรูปเกือกม้าเรียกว่า คอกช้างดิน ซึ่งสันนิฐานว่า คงจะเป็นเพนียดคล้องช้างโบราณหรือสระเก็บน้ำในศาสนาพราหมณ์

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
เรื่อง : คนนอกกรอบ
ภาพประกอบ : วีระศักดิ์ ภักดี

( ออนไลน์ : 23 มิถุนายน 2558 )



เอื้อเฟื้อการเดินทาง

• สมาคมธุรกิจท่องเท่ียวภายในประเทศ (สทน.)

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
•
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel
คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)
สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Tel : 02- 398-2238-40 , 089-500-3363 , 083-189-9622 , 089-403-6920
Fax : 02-398-0115
Website : www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.com




ในนามของเพื่อนท่องเที่ยวขอขอบคุณ คนนอกกรอบ ที่ได้เขียนเรื่องราวดีๆ และ คุณวีระศักดิ์ ภักดี ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบสวยๆ มาให้เพื่อนสมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้ มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ