:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัด 
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
ภูเก็ตแอร์
One-2-Go
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
นิตรสาร "สารคดี"
นิตรสาร "อสท"
PIXPROS สังคมแห่งการถ่ายภาพ
สนามเดินป่า  
font.com
Wordmark.it
 
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว
 
 
การวิเคราะห์เว็บระดับองค์กร Visitors Report
 

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
:: ภูวัว จังหวัดบึงกาฬ (Bungkan)
...บึงกาฬ แดนธรรม ยามฝนพรำ สายน้ำไหล ดอกไม้บาน ธรรมชาติ งามล้ำค่า ผลาญหินสูง เหนือสุดแดนอีสาน... หลายปีผ่านไป..ไวเหมือนโกหก ถนนนายเอกเขนกยังคงเดินทาง... ถึงแม้ว่าฝนยังคงโปรยปรายมาจากฟ้า...ในช่วงก่อนจะออกพรรษา แต่บนเส้นทางสายที่เดินไปในวันนี้ จะบอกว่าเป็นเส้นทางใหม่สำหรับผู้เขียนก็คงไม่ใช่ เพราะเคยมาแล้วในหลายครั้ง รวมถึงเคยมา ฝากผีฝากไข้  ฝากท้อง ฝากร่างกาย หาอยู่หากิน ใช้ชีวิตในดินแดนแถบนี้ก็เคยมาแล้ว หากย้อนไปในวันเก่าๆ ที่ผ่านมา ที่่บ้านเมืองยังไม่เจริญทางด้านวัตถุมากนัก  ถนนบางเส้นยังคงเป็นดินลูกรังสีแดง หรือจะบอกว่า ดินแดนแถบนี้ไม่มีถนนตัด สัตว์ป่า ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นธรรมชาติที่ต้องบอกว่า..เป็นดินแดนที่งดงามเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนตัดผ่าน ป่าผืนใหญ่ ที่เคยกว้างขวาง จาก ภูวัว จ.บึงกาฬ ถึง ภูลังกา  จ.นครพนม รวมถึง จ.หนองคาย ก็กลายเป็นผืนเล็กลง จากป่าไม้ใหญ่ ปัจจุบันหากปีนขึ้นไปบนภูที่สููงๆ จากภูวัว จ.บึงกาฬ มองไปภูลังกา จ.นครพนม  แล้วมองลงมายังเบื้องล่าง คงได้คำตอบเช่นเดียวกันกับผู้เขียนว่า...บัดนี้ป่านั้นได้กลายเป็นต้นยางสุดลูกหูลูกตา...




:: การเดินทางไปจังหวัดบึงกาฬ
วันนี้ออกจากบ้านในช่วงตีสี่ แต่กว่าเพื่อนร่วมเดินทาง...ที่จะพากันไปท่องชมสถานที่ ที่หลายคนยังไม่เคยไป ก็เป็นอันว่า สตาร์ทออกจากกรุงเทพในช่วงตีห้าโดยประมาณ ก็กะกันไว้ในใจลึกๆ เล็กๆ น้อยๆ ว่าจะไปหาทานอาหารเช้าง่ายๆ ในปั๊มแถวโคราช   เพราะจะอดเปรี้ยวไว้กินหวานกันช่วงเที่ยง สำหรับอาหารเที่ยงเราเลือกกันแถวสวนกวาง ซึ่งมีหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเรียกกันว่า ไก่ย่างเขาสวนกวาง ส่วนรสชาตจะเด็ด หรือแซ่ปแบบไหน สั่งได้ที่ร้านครับ

ซึ่งแถวสวนกวางก็มีให้เลือกหลายร้าน... สำหรับไก่ย่างเขาสวนกวางนั้น จะย่างแห้งๆ กรอบนอกนุ่มใน จิ้มกับพริกแจ๋ว หรือน้ำจิ้มมะขาม ก็ลงตัวดีครับ วันนี้ก็สั่งมาหลายอย่าง เช่น ลาบหมู   ต้มกระดูกหมูอ่อน ลาบเป็ด ใส้กรอกอีสาน ส้มตำ ชิมแล้วก็แซ่ปดี ตามประสาอีสานบ้านเฮา  กองทัพอิ่มที่ท้องแล้ว ได้เวลาเดินทางกันต่อ...กะว่าถึงจังหวัดน้องใหม่ อย่างจังหวัดบึงกาฬ...คงช่วงหัวค่ำๆ...



ด้วยสายตาอันยาวไกล จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนมองว่า...หากว่าดินแดนในแถบ จังหวัดบึงกาฬ ไม่มีวัดป่า พระป่า ป่านนี้ดินแดนแถบนี้  คงเหลือแต่แผ่นดิน และลานดานหินหัวโล้นๆ เป็นแน่แท้ เพราะตลอดสองข้างทาง ที่รถวิ่งเรามองเห็นอาชีพของผู้คนในแถบนี้ นั้นคือ อาชีพเกษตรกรสวนยางเป็นส่วนใหญ่
แต่ด้วยว่าเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดในแดนอีสาน และไกลจากการปกครองส่วนกลาง หากขับรถเดินทางมา จากกรุงเทพฯ ผ่าน สระบุรี โคราช ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย สกลนคร แล้วขับรถมาเส้นทาง อำเภอสว่างแดนดิน คำตะกล้า เซกา เท่าที่จับเข็มไมล์ ก็ประมาณ 860 กม.  ถึงจะเดินทางถึงภูวัว แต่หากดูข้อมูลเส้นทาง จากกรุงเทพฯ ผ่าน สระบุรี โคราช ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ ระยะทางจะอยู่ประมาณ 750 กม. เรียกว่าขับกันเป็นวันๆ แต่ปัจจุบันตอนนี้ในช่วงเส้นทางถนน ก็กำลังปรับปรุงพัฒนา ให้เป็นเส้นทางถนนที่ขยายใหญ่ มีหลายเลนมากขึ้น

:: จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่กำลังจะย่างก้าวเข้า 6 ขวบ ซึ่งการเกิดขึ้นของจังหวัดบึงกาฬ อยู่ในช่วงการร้องขอ เมื่อปี พ.ศ. 2537 แต่กว่าจะผ่านความเห็นชอบจาก มติคณะรัฐมนตรี ก็ล่วงเลยมาจนถึง วันที่ 3 สิงหาคม 2553 จึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และออกเป็นพระราชบัญญัติในวันที่ 22 มีนาคม 2554 โดยแบ่งออกเป็น 8 เขตการปกครอง ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ , อำเภอปากคาด , อำเภอโซ่พิสัย , อำเภอศรีวิไล , อำเภอ พรเจริญ , อำเภอเซกา , อำเภอบึงโขงหลง และ อำเภอบุ้งคล้า



:: พื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง มีน้ำตกในช่วงฤดูฝน มีช่วงรับลมหนาวบนภูเขาสูง มีช่วงพระอาทิตย์ตก นกอพยบในบึงโขงหลง  และมีพื้นที่ติดสายน้ำโขงไหลผ่าน โดยมีพรหมแดนสามารถข้ามไป สปป.ลาว ได้ทางฝั่ง แขวงบอลิคำไซ  จากความสวยงามและหลงเหลือพื้นที่ทางธรรมชาติ เท่าที่มองคงต้องเป็นพื้นที่ที่ใกล้วัดป่าซะเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงขอบังอาจกล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬ  ที่ป่ายังคงเหลือ เพราะมีวัดป่าและพระป่า มาอาศัยอยู่ปฎิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมชาติ ส่วนว่าจะไปที่แห่งใดบ้าง ตามมาครับ สำหรับที่แรกเราไปพื้นที่ภูวัว

:: วัดถ้ำพระภูวัว จ.บึงกาฬ เป็นวัดป่าที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ สัตว์ใหญ่ที่เห็นเป็นที่ยืนยันว่า ป่ายังคงเหมาะกับวัดป่า คือ ช้างๆๆๆ... ซึ่งหากเป็นช่วงฝน  คงพบเห็นช้างได้ยากลำบาก เพราะ อาหาร น้ำอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงเข้าป่าลึก แต่หากเป็นช่วงขาดอาหารในฤดู ร้อน-แล้ง  รับรองเห็นช้างแถวใกล้วัดถ้ำพระภูวัวได้เป็นอย่างดี   สำหรับครั้งนี้ขอแปะโป้ง รูปช้างไว้ก่อน ไว้มีโอกาสเหมาะสม   จะขออนุญาติเข้าพื้นที่ไปถ่ายรูปช้าง แต่วันนี้ขออณุญาติกล่าวว่า ใช้ภาพในหนังสือ หลวงปู่ปรีดา ฉํนฺทกโร ไปก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งเข้าไปกราบ หลวงปู่ปรีดา ฉํนฺทกโร วัดป่าดานวิเวก องค์ท่านได้มอบหนังสือ พระป่าและช้างป่า มาให้ จึงขออณุญาตินำรูปช้างป่า ชมรูปช้างป่า จากหนังสือเล่มที่  หลวงปู่ทุย ฉันฺทกโร มอบให้นี้ ชมภาพแทนไปก่อนนะครับ

วัดถ้ำพระภูวัว ที่เห็นโดดเด่นเป็นสง่าตรงหน้าผาฝั่งน้ำตก คือ พระพุทธรูปพระพุทธโคตรโบราณ ปางมารวิชัย ประดิษฐาน ณ  บริเวณถ้ำพระหน้าผาน้ำตก เป็นชิ้นงานปั้นโดย หลวงปู่ฝั่น อาจาโร ซึ่งสันนิฐานว่า เป็นงานปั้นที่มีส่วนผสมของมูลช้าง   แต่กาลเวลาก็ได้พัดพาความเสื่อมโทรมมายังงานปั้น ปัจจุบันจึงได้มีการซ่อมแซมบางส่วน และได้ใช้วัสดุที่ทำให้แข็งแรงมากขึ้น  โดยยึดหลักการซ่อมให้เหมือนเดิมมากที่สุด ภายในบริเวณถิ่นธรรมภูวัวแห่งนี้ เริ่มมีพระธุดงค์เข้ามาอยู่แต่เก่าก่อน แต่หากจะสืบประวัติ เท่าที่สืบหรืออ่านจากอัตชีวประวัติ ประวัติพระป่าที่เคยมาวิเวกทำความเพียรในยุคแรก ได้แกหลวงปู่เสาร์ กันตะสีโล , หลวงปู่อ่อน ญาณศิริ , หลวงปู่ฝั่น อาจาโร , พระมหาทองสุข สุจิตโต และ พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ในช่วง พ.ศ. 2476 และก่อร่างสร้างเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำพระภูวัว ในช่วง พ.ศ. 2480 ต่อมาในช่วง 2488-2497 หลวงปู่ฝั่น อาจาโร ได้มาสร้างเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม ต่อมาภายหลัง หลวงปู่อุทัย สิริธโร ได้พัฒนาและขอยกฐานะให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ จวบจนปัจจุบัน ที่ผ่านมามีเจ้าอาวาสหลายรูปเป็นพระอริยเจ้า เช่น พระ อ.วัง ฐิติสาโร , พระ อ.ฝั่น อาจาโร , พระ อ.มหาทองสุข สุจิตโต ,พระ อ.ขาว อนาลโย , พระ อ.คำดี , พระ อ.จวน กุลเชฏโฐ , พระ อ.อุทัย สิริธโร และองค์ปัจจุบัน คือ หลวงปู่เสถียน คุณวโร...





แต่หากจะบอกเรื่องราวเล่าขานที่มีตำนาน ในเรื่องต่างๆ สำหรับภูวัว แนะนำให้อ่านประวัติท่านพระอาจารย์ฝั่น อาจาโร , หลวงปู่อุทัย สิริธโร และ พระอาจารย์จวน เผชิญภูตผี ปีศาจ เปรต มารบกวนทำให้พระเณรเจ็บป่วยเสมอ ที่ถ้ำแก้ว ตาดปอ บ้านทุ่งทรายจก และถ้ำบูชา ตาดสะอาม บนภูวัว จนถึงขั้น หลวงปู่ขาว อนาลโย ให้ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ นำเรื่องนี้ไปพิจารณา เมื่อท่านพิจารณาแล้ว จึงได้กราบเรียนหลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า “เยสนฺตา” แปลว่า ผู้สงบไม่เดือดร้อน ไม่มีความทุกข์ใดๆ จะเกิดแก่ผู้สงบ องค์ท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจึงพิจารณาเห็นจริงถูกต้อง ได้กล่าวต่ออีกว่า “นัตฺถิ สนิติ ปรํสุขํ” ความสุขใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี ผู้มีความสงบแล้ว ไม่ทุกข์ ความเดือดร้อนอันใด องค์หลวงปู่ขาว ท่านจึงกำชับให้พระเณรทุกองค์เร่งทำความเพียร ทำความสงบ และภายหลังการเจ็บไข้ได้ป่วยก็จางหายไป...

สำหรับวันนี้..มีโอกาสมาถิ่นธรรมแถบนี้ จึงขอหลบมาเจริญสติให้แก่ตนเองสักเล็กน้อย ร่วมถึงจะได้ทำบุญ ใส่บาตรตอนเช้า เย็นย่ำค่ำก็ลงทำวัตร สวดมนต์เย็น นั่งสมาธิ ตามที่ ครูบาอาจารย์ท่านพาปฏิบัติ ส่วนช่วงที่ผู้เขียนได้สนธนาธรรมกันกับหลวงปู่เสียร หลวงปู่เมตรตา กล่าวให้ฟังบางตอนว่า ตอนที่ปู่มาอยู่ใหม่ๆ กับครูบาอาจารย์ ป่าแห่งนี้ยังสมบูรณ์ มีทั้ง ช้างฝูงใหญ่ วัวแดง เก้ง กวาง เลียงผา จระเข้น้ำจืด ตะพาบ ปลาจำเพาะถิ่น ฯ  แต่ปัจจุบันพรานมันมาก (คำนี้ผมเขียนเอง มันส์มาก ล่ากันสนุก) บอกก็ไม่ฟังนะคนของโลก... พูดแล้วหลวงปู่ก็ยิ้มน้อยๆ...แล้วหยุดแค่นั้น...   สัตว์บางจำพวกปัจจุบันจึงหายไป ร่วมถึงป่าที่เคยเป็นป่า เดี้ยวนี้ก็ไม่เชื่อมต่อกันกับป่าภูลังกา ป่าจึงเล็กลง ส่วนช้างแถวนี้ เคยเดินข้ามป่าไปป่า จากป่า-สู่ป่า จากไทยสู่ลาว ปัจจุบันก็เหลือพื้นที่ป่าเล็กลง ก็คงเหลือแต่ป่าที่...ป่าภูวัวนี้แหละ ที่ช้างเขายังคงได้อาศัยอยู่ อยู่ไปพร้อมกับวัดป่า พระป่า โลกก็เป็นเช่นนี้แหละเสื่อมไปตามกาลเวลา... บางช่วงท่านยังเล่าว่า ที่ป่าแห่งนี้เอง ที่หลวงปู่ฝั่น อาจาโร และ หลวงปู่สมชายแห่งเขาสุกิม  หนีช้างป่า...ไปหลบอยู่หลังก้อนหิน และต้นไม้หลังก้อนหิน ซึ่งตรงนั้นเรียกว่า งบน้ำอ้อย แต่หากเข้าพื้นที่ และจะท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ก็สามารถเดินไปตาม ดานหิน ผลาญหินตามภูเขาที่ภูวัวได้ โดยเข้าทางฝั่งด้านอุทยานจะมีเรือให้บริการนักท่องเที่ยว เรือวิ่งผ่านไปตามฝายน้ำที่ พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร ท่านได้สร้างประโยชน์ไว้ให้ชนรุ่นหลัง หากจะเข้าทางฝั่งวัดถ้ำพระภูววัว ก็ควรขออณุญาติเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าอาวาสวัดถ้ำพระภูวัวกันก่อน...

:: ภูวัว มีความโดดเด่น ความโดดเด่น ที่ภูวัว คือ มีช้างป่า แต่หากจะมองลงมาแม้เป็นสิ่งเล็กๆ ทางสายพันธุ์พืช ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ในช่วงยามฝนพรม ตกพรำ่มาเช่นนี้   ตามดานหิน ผลาญหิน เราจึงมองเห็น ดอกดุสิตา เหลืองอมร ดอกชีปะขาวกล้วยไม้ป่า ดอกสะแบงหิน ดอกดิน และดอกไม้อีกหลากสายพันธุ์  แต่การจะเดินไปในช่วงสายฝนพรำเช่นนี้ สิ่งที่ควรระวังให้มาก คือ ระวังลื่น เพราะหินดาลที่มีอยู่บนภูวัว จะมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่อย่างมากมาย  ควรหารองเท้าเกาะพื้นสวมใส่ หรือเดินอย่างระมัดระวัง และหากมองไปตามผลาญหินสูงๆ เนินๆ จะมองเห็นว่า ช่วงฝนตก ในยามนี้  จะมีสายน้ำไหลมาตามลานหินอยู่ตลอดเวลา และสายน้ำเหล่านี้เองที่ไหลไปยังแหล่งเก็บกักน้ำ



:: สายน้ำจากภูวัว จ.บึงกาฬ สายน้ำจากภูลังกา จ.นครพนม เป็นต้นธารแห่งสายน้ำ น้ำไหลจากภูสูง ผ่านป่าเขา สู่ลำธาร ไหลไปสู่ บึงโขงหลง ไหลลงสู้ลำห้วยฮี้  ไหลไปสู่แม่น้ำสงคราม และไหลลงสู่แม่น้ำโขง...ตามเส้นทางจากป่าเขาถึงสายน้ำในลำธาร... ฝนหยดแรก ฝนหยดสอง ฝนเทลงมาจากฟ้าแล้วจากไป  ลมพัดมาทางยอดเขาผ่านผลาญหินแล้วจางหาย ดอกไม้ป่าบานกลางลานหินโยกไหวเอนตามแรงลมฝนดูงดงาม หลับตื่นหนึ่งหรือว่าฝันไป ได้ไปอยู่ภูวัว จ.บึงกาฬ เป็นทั้งแดนธรรม ธรรมชาติ ธรรมรักษา ดอกไม้ป่าเบิกบาน เติมเต็มความงามกลางสายฝน...ตกพรำๆ...


ฝนยังคงตกมา...แต่ฝนก็พรมพรำให้ได้เห็นดอกไม้กลางสายฝน พอออกจากภูวัวมีอีกหลายจุด ที่น่าสนใจ ไว้ต่อตอนสองนะครับ จะเล่าเรื่อง ภูทอก ภูกระแต และวัดป่าดานวิเวก สำหรับวันนี้ ลาไปเก็บข้อมูลภาพสวย บนภูวัว ต่ออีกซักเล็กน้อย สวัสดีครับ...

หมายเหตุ
• บทความ รูปภาพ บางตอน จากหนังสือ ชีวประวัติย่อและธรรมเทศนาพระอาจารย์จวน ถุลเชฏโฐ และ หนังสือ พระป่าและช้างป่า จากหนังสือ หลวงปู่ทุย ฉันฺทกโร
• หากเข้าไปในบริเวณพื้นที่วัดถ้ำพระภูวัว ควรอยู่ในความสงบ ไม่ส่งเสียงดัง แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพราะวัดป่า ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวตลอดกาล หากแต่เป็นวัดป่า พระป่า ที่มีศีลจารวัตรอันงดงาม
• เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตั้งอยู่บ้านดอนจิก มีเนื้อที่ 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 116,562 ไร่ ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ อำเภอเซกา , อำเภอบึงโขงหลง และ อำเภอบุ้งคล้า มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 150 – 300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต้งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื่น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหิน ทุ่งหญ้า
• สำหรับคำว่า “ถ้ำ" บน ถ้ำพระภูวัว นั้น ไม่เหมือนถ้ำในภูเขาที่อื่น ถ้ำพระภูวัว เป็นแต่เพียงเพิงหินยื่นออกมา พอได้หลบลม หลบฝน  และที่เรียกถ้ำพระ เพราะในยุคแรกๆ ที่หลวงปู่ฝั่น อาจาโร ท่ามมาอยู่ จะมีพระเก่าๆ อยู่ตามเพิงหิน จึงเรียกถ้ำพระ

:::: ดอกไม้ป่าเบิกบาน ::::
:::: ถ้ำพระภูวัว ::::
:::: ประวัติวัดถ้ำพระภูวัว ::::
:::: เก็บตก ::::
:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
เรื่อง : นายเอกเขนก
ภาพ : วีระศักดิ์ ภักดี

( ออนไลน์ : 8 ตุลาคม 2558 )



ในนามของเพื่อนท่องเที่ยวขอขอบคุณ นายเอกเขนก ที่ได้เขียนเรื่องราวดีๆ และ คุณวีระศักดิ์ ภักดี ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบสวยๆ มาให้เพื่อนสมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้ มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel

คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)
สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Tel : 02- 398-2238-40 , 089-500-3363 , 083-189-9622 , 089-403-6920
Fax : 02-398-0115
Website : www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.com