:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

Adventure สุดเหวี่ยง..ผจญภัยสุดมันส์ โปรแกรมท่องเที่ยวภาคเหนือ โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ทะเลภาคตะวันออก โปรแกรมท่องเที่ยวภาค อีสาน กลาง และภาคตะวันออก โปรแกรมเที่ยวต่างประเทศ
 
เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวสารการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัด 
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
อุทยานแห่งชาติ
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
นกแอร์
ภูเก็ตแอร์
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
บริษัท ขนส่ง จำกัด
Sanook.Com 
IDO Travellers
สีสันทัวร์
Phototech
Walk-Way-Why : วอล์คเวย์วาย
Fame Tour & Service
 
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว
 
 
การวิเคราะห์เว็บระดับองค์กร Visitors Report
 

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว
ปัตตานี จังหวัดปัตตานี @ PATTANI
การเดินทางมาเมืองปัตตานีในครั้งนี้ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงมาจาก เมืองเบตง จ.ยะลาจากยะลา ถึงปัตตานี ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงเมืองปัตตานี
เมืองปัตตานีมีหลายสถานที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งตัวเมืองแหล่งท่องเที่ยวหลัก จะอยู่บนเส้นทางหลักทางหลวงหมายเลข 410 เรียกว่ามีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งใกล้ถนน จึงมีหน่วยงานทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ผลักดันให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสร้างเส้นทางเศรษฐกิจ นำรายได้หมุนเวียนสู้ภาคประชาชน



เมืองปัตตานี เป็นเมืองเก่ามาแต่ครั้งสร้างบ้านแปลงเมืองมาแตโบราณ มีผู้ให้คำจำกัดความในการท่องเที่ยวกล่าวว่า เป็นเมือง แห่ง 3 วัฒนธรรม โดยมีความเชื่อ ความศรัทธา ผูกโยงเรื่องราว ระหว่าง วัฒนธรรม ไทย จีน มลายูโครงการ สานพลังประชารัฐด้านการท่องเที่ยว ครั้งที่ 2/2560 สัมผัสมรดกอันทรงคุณค่า สามวัฒนธรรม สามจังหวัด ชายแดนใต้ ท่องเที่ยว ล่องชิม ชมช็อป สุดยอดของดี ของเด่น ของดัง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และโครงการ “จูตี จูตี มาเที่ยว จังหวัดยะลา จ.ปัตตานี และจ.นราธิวาส ในวันธรรมดา”

โดยมีการสนับสนุนบูรณาการทำงานโครงการร่วมกันระหว่าง...ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดนราธิวาส เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวดังๆ หลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งผูกพันธ์เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่ากล่าวขานตามตำนานในสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามด้านสถาปัตยกรรมทั้งในเมือง ธรรมชาติ วิถีชีวิต ชุมชม รวมทั้งอาหารการกิน โดยเฉพาะ โรตรี ชาชัก ดังไปไกลถึงต่างแดน...


วันนี้คณะเดินทางของเรา จะเริ่มเข้าไปท่องชมวัฒนธรรมไทยเป็นที่เริ่มต้นสถานที่แรก ซึ่งเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวผู้คนทั้งในพื้นที่และทั่วไป โดยระหว่างเดินทางด้วยเคยเข้าพื้นที่บ่อยๆ ช่วงเดินทางผู้เขียนก็มักจะ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า นะโมโพธิสัตย์โต อะคันติมายะ อิติภะคะวา เพราะตอนนี้จะเข้าวัดสำคัญดังระดับประเทศ

:: วัดช้างไห้ ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นสาธุชนชาวพุทธทั่วไป ไม่มีใครไม่รู้จัก หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ (ช้างร้องไห้ ที่สื่อความหมายว่า ร้อง) ซึ่งวันนี้ขอเขียนถึงแบบย่อๆ เพราะตำนานในองค์หลวงปู่ทวดมีหลากหลายกระแส เขียน 100 หน้า กระดาษ A4 ก็คงไม่จบ สำหรับผู้เขียน ถึงแม้จะมีตำนานมาเล่าแบบใดตามความเชื่อในส่วนของจิตใจในภาวะการภาวนาที่จิตใจยึดเหนี่ยว ก็มีหลักใจที่ดี มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า นะโมโพธิสัตย์โต อะคันติมายะ อิติภะคะวาพุทธโธๆๆๆๆๆๆ ฯลฯ


วัดช้างไห้ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้วกว่า 300 ปี ตำนานกล่าวว่า พระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรี ต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้เสี่ยงอธิฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า โดยมีเจ้าเมือง ไพร่พล เดินติดตามไป จนมาถึงวันหนึ่ง ช้างได้หยุดอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ร้อง (ไห้) ขึ้นสามครั้ง พระยาแก้มดำ จึงได้ถือเป็นนิมิตที่ดี จะใช้บริเวณนั้นสร้างเมือง แต่น้องสาวไม่ชอบ พระยาแก้มดำ จึงให้สร้างวัด ณ บริเวณดังกล่าวแทน แล้วให้ชื่อว่า วัดช้างไห้ หรือช้างร้องนั้นเอง

กาลต่อมาจึงได้นิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านลังกา หรือ สมเด็จพะโคะ หรือ หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก หลวงปู่ทวด ท่านได้เดินธุดงค์ไปมา ระหว่างเมืองไทรบุรีกับวัดช้างไห้ และได้สั่งลูกศิษย์ไว้ว่า ถ้าท่านมรณะภาพ ขอให้นำศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างไห้ ซึ่งเมื่อท่านมรณะภาพที่เมืองไทรบุรี ลูกศิษย์ก็ได้นำศพท่านมา ทำการฌาปนกิจที่วัดช้างไห้ อัฐิของท่านส่วนหนึ่งฝังไว้ที่วัดช้างให้ อีกส่วนหนึ่งนำกลับไปเมืองไทรบุรี ต่อมาได้สร้างสถูปบรรจุอัฐิของท่านไว้ที่วัดช้างไห้

เมื่อปี พ.ศ. 2480 พระครูมนูญเจ้าอาวาสวัดพลานุภาพเจ้าคณะตำบลทุ่งพลา ให้พระช่วงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างไห้ ท่านได้ชักชวนชาวบ้านมาแผ้วถางป่า สร้างกุฎิ ศาลาการเปรียญ พร้อมเสนาสนะอื่นๆ จึงได้ชื่อว่า
วัดราษฎร์บูรณะ เจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มาก็ได้บูรณะเพิ่มเติมวัดช้างไห้มาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน วัดช้างไห้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2500 และผูกพันธสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2501 สำหรับหลวงปู่ทวด เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ก็ด้วยกำเนิดจาก นิมิตร พระครูวิสัยโสภณ (พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร)



วันนี้เป็นบุญมีวาสนา ที่ได้เดินทางมากราบหลวงปู่ทวดแบบเร่งๆ ด้วยว่าวัดจะปิดสถานที่ช่วง 16.00 น. แต่หากมาช้า กราบสถูปด้านทางรถไฟก็ได้ครับ แต่ถ้าช้าก็นึกภาวนาให้พระติดที่จิตใจยิ่งดี เดินทางปลอดภัย มีโชคมีลาภ มีวาสนา เจริญรุ่งเรือง พบแต่สิ่งดีๆ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วภาวนา นะโมโพธิสัตย์โต อะคันติมายะ อิติภะคะวาหลับฝันดี ส่วนวัดอื่นดังๆ ในเมืองปัตตานี
หากมีเวลา แนะนำ วัดตุหยง หนองจิก อ.ดำ และวัดทรายขาว อ.นอง สำหรับวันนี้หลับฝันดี นอนในเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี 1 คืน แล้วเช้าค่อยออกเดินทางแต่เช้า

:: มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี วันนี้เราเดินทางมาแต่เช้า เป็นคณะแรกที่ได้เข้าเยี่ยมชมความสวยงาม ขอสันติสุขจงมีแก่ท่าน ขอสันติสุขนั้นแก่ท่านเช่นกัน มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ที่ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีความโดดเด่น และยังเป็นศาสนสถาน ศูนย์รวมจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง

ปีพุทธศักราช 2497 รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลามว่า เป็นศาสนาที่ประชาชนชาวปัตตานีส่วนใหญ่นับถืออย่างเคร่งครัด อันจะนำมาซึ่งสันติสุข ประกอบกับในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชากรนับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) เป็นจำนวนมาก สมควรสร้างมัสยิดกลางที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามขึ้นเพื่อเป็นศรีสง่าแก่ชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยมุสลิม จึงได้พิจารณาพื้นที่บริเวณริมถนนหลวงสายปัตตานี-ยะลา ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 55 ตารางวา คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการก่อสร้างมัสยิดกลางปัตตานีขึ้น โดยฯพณฯ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นได้เดินทางมาวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2500 เวลา 10.00 น. มัสยิดกลางแห่งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารเป็นเวลา 9 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 พณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เดินทางมาประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และมอบมัสยิดแห่งนี้ให้แก่ชาวไทยมุสลิมจังหวัดปัตตานี โดยให้ตั้งชื่อว่า “มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี”

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี สร้างเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น รูปทรงคล้ายกับ “ทัชมาฮาล” ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่ และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า บริเวณด้านหน้ามัสยิด มีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบ เป็นที่สำหรับ “คอฏีบ” ยืนอ่านคุฏบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์ หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาณเรียกให้มุสลิมมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ต่อมาใช้เป็นที่ติดตั้งลำโพงเครื่องขยายเสียงแทนเสียงกลอง ปัจจุบันขยายด้านข้างออกไปทั้ง 2 ข้าง และสร้างหอบัง (อะซาน) พร้อมขยายสระน้ำ และที่อาบน้ำละหมาดให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

วันที่ 21 ตุลาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนผู้นำศาสนาอิสลามและประชาชน ณ มัสยิดกลางปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ให้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงอาคารมัสยิดกลางปัตตานีให้กว้างขวาง มีประโยชน์ใช้สอยจุคนได้มากกว่าเดิม โดยยึดหลักโครงสร้างแบบเดิมไว้

มัสยิดกลางปัตตานีส่วนใหญ่จะใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ (ละหมาด) วันละ 5 เวลา เป็นกิจวัตรประจำวัน ใช้ในการละหมาดวันศุกร์ และการละหมาดในวันตรุษต่างๆ โดยมีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ปัตตานี และพื้นที่อื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในวันศุกร์และวันเสาร์ จะมีการบรรยายธรรมะมีผู้เข้าฟังการบรรยาย ประมาณครั้งละ 3,000 คน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในหลักการของศาสนา และเพื่อความถูกต้องในการบำเพ็ญศาสนกิจออกจากมัสยิดได้เวลาใกล้เที่ยง   กองทัพเดินด้วยท้อง หาอาหารในเมืองปัตตานีทานแล้วค่อยเดินทางไปที่ศาลเจ้าสำคัญในรูปแบบวัฒนธรรมไทยจีน


:: ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี
บริเวณศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้นมีทั้งศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี เป็นเรื่องราวของสตรีชาวจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง ซึ่งเดินทางติดตามพี่ชายจากเมืองจีนมาถึงเมืองปัตตานี กล่าวตามตำนานว่า ตรงกับช่วงประมาณสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครองกรุงศรีอยุธยา หรือในช่วง รายอฮีเยาครองปัตตานี ด้วยความเป็นสตรีกล้าหาญ ใจเด็ด วาจาสิทธิ์ ยอมพลีชีพตามคำมั่นสัญญา เมื่อทำหน้าที่ไม่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนพากันยกย่อง ศรัทธา นับถือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ว่าศักดิ์สิทธิ์

ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ กอเหนี่ยวแซ่ลิ้ม เดินทางจากเมืองจีน โดยคุมเรือสำเภามา ๙ ลำ เพื่อติดตามพี่ชายชื่อลิ้มเตาเคียน (หรือลิ้มโต๊ะเคี่ยม) ซึ่งเดินทางมาค้าขายที่ปัตตานี และหายไปจากบ้านมานานหลายปี บิดามารดาญาติพี่น้องพากันเป็นห่วง น้องสาวจึงอาสาติดตามพี่ชายโดยตั้งสัจจะวาจาไว้ว่าหากทำการไม่สำเร็จจะขอยอมตาย ในที่สุดลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงปัตตานี พบพี่ชาย ขณะนั้นเป็นนายช่างกำลังสร้างมัสยิดที่บริเวณบ้านกรือเซะ และกำลังหล่อปืนใหญ่เพื่อถวายรายอฮีเยา สตรีเจ้าเมืองปัตตานี ลิ้มกอเหนี่ยวพยายามอ้อนวอนพี่ชายกลับสู่เมืองจีน แต่ลิ้มเตาเคียนปฏิเสธบอกว่าตนเป็นมุสลิมมีครอบครัวแล้ว น้องสาวจึงผิดหวังเสียใจอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ใกล้มัสยิดนั่นเอง



ตำนานกล่าวเล่าสืบต่อมาว่า... ลิ้มเตาเคียนสร้างมัสยิดไม่สำเร็จ คือ ก่อหลังคาครั้งใดก็ถูกฟ้าผ่าครั้งนั้น จนถึงสามครั้งสามครา มัสยิดกรือเซะจึงสร้างค้างคามาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังเล่าถึงลิ้มเตาเคียนจบชีวิตด้วยอุบัติเหตุจากการทดลองยิงปืนใหญ่ ปืนใหญ่กระบอกนั้นชื่อนางพญาตานี เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินชนะศึกปัตตานี จึงนำปืนนางพญาตานีไปไว้ที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม



ส่วนต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนั้น มีผู้นำมาแกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากนี้ตำนานยังเล่าถึงสำเภา ๙ ลำที่นำลิ้มกอเหนี่ยว และบริวารมาสู่ปัตตานี ปรากฏว่าต่อมาสำเภา ๙ ลำ กลายเป็นสน ๙ ต้น เรียกตามภาษามลายูว่า "รูสะมิแล" (รู = ต้นสน, สะมิแล = ๙) ด้วยความเป็นผู้มีใจเด็ด กล้าหาญ มีวาจาสัตย์ และวาจาสิทธิ์ ทำให้ชาวปัตตานี และชาวจังหวัดใกล้ไกล ทั้งไทย-จีน พากันยกย่องศรัทธาลิ้มกอเหนี่ยวเป็นเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์มาจนทุกวันนี้ ทุกวันนี้จึงมีผู้คนทั้งใกล้ไกลไปนมัสการ บนบานขอความช่วยเหลือ

ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นเรื่องเล่าประเภทมุขปาฐะ ปัจจุบันชาวปัตตานีจัดงานสมโภชทุกปีในวันเพ็ญเดือนสาม เพื่อระลึกถึงความดีของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ขาดเสียมิได้คือขบวนแห่รูปสลักเจ้าแม่ ตามด้วยขบวนต่างๆ เช่นขบวนแห่ธง แห่ป้าย แห่กระเช้าดอกไม้ และเชิดสิงโต ประโคมด้วยกลองและม้าล่อ กลางคืนมีมหรสพต่างๆ เช่น งิ้วและโนรา ชาวบ้านบอกว่าเจ้าแม่โปรดการแสดงทั้งสองนี้ แต่หากมองตามหลักวิทยาศาสตร์ในเชิงวิชาการ การสร้างมัสยิดในอดีตนั้น ใช้โลหะในการสร้างหลังคา เพื่อให้ภายในตัวอาคารเย็นสบาย โปร่งโล่ง ด้วยโลหะที่นำมาประกอบหลังคานั้น อาจนำมาซึ่งการเป็นฉนวนสายล่อฟ้า แต่ถึงแม้ฟ้าจะผ่าลงมากี่ครั้งก็ไม่สามารถผ่าเปลี่ยนพลังศรัทธาให้จางหายไปได้...

ออกจากศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไปที่ตั้งสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและที่ใกล้ๆ กันนั้น มีโบราณสถานสำคัญ ที่ปัจจุบันชาวไทยมุสลิม ยังใช้เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีททางศาสนาซึ่งเป็นอีกวัฒนธรรมที่เราตามมาท่องเที่ยว


:: มัสยิดกรือเซะ
ขอสันติสุขจงมีแก่ท่าน ขอสันติสุขนั้นแก่ท่านเช่นกัน เดินทางมาถึงมัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ในช่วงบ่ายแก่ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์ ดังนั้นวันนี้ จึงมีพี่น้องชาวมุสลิม มาประกอบพิธีทางศาสนามากมาย วันนี้ผู้เขียนจึงเรียบๆ ร้อยๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทำตัวสำรวมให้เกียรติแก่พื้นที่สำคัญทางศาสนา

มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ บ้านกรือเซะ ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ถูกขึ้นทะเบียนโบราณสถานเหมือนวัดโบราณทั่วๆ ไปในประเทศไทย โดยกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทำการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2478 และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500 และในปี พ.ศ.2525 ได้ทำการบูรณะอีกครั้งเนื่องในโอกาสสมโภชน์ กรุงรัตนโกสินเป็นมัสยิดเก่าแก่อายุโดยประมาณ 200 ปี

 



สันนิษฐาน สังเกตุจากศิลปะ การออกแบบการสร้าง มัสยิดกรือเซะ เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งประตู หรือเมี๊ยะโดยรอบ ล้วนแล้วแต่เป็นทรงศิลปะแบบเปอร์เซียทั้งสิ้น หากนับอายุโดยประมาณ เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยตรงกับยุค กรุงศรีอยุธยา และหากใช้เชิงวิทยาศาสตร์ , ศิลปะ , รัฐศาสตร์ หลักวิชาการเข้ามามอง คงขัดแย้งต่อหลักความเชื่อตามตำนานเจ้าแม่ลิ้มโกเหนี่ยว ที่เล่าสืบต่อความกันมา


ผู้เขียนเองนั้น เกิดไม่ทันยุคสมัยอดีต เขียนเล่าบทความ ไปตามตำนาน ที่เล่าปากต่อปาก ที่ไม่มี ไม่ได้ใช้ ไม่มีหลักศิลาจารึกบันทึกไว้ ดังนั้นจึงอย่าใช้บทความของผู้เขียนเป็นข้อยุติหรือสรุปในปัจจุบัน เพราะบทความนี้ เป็นบทความ สารคดีเชิงท่องเที่ยว ส่งเสริมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในสามจังหวัดภาคใต้ บอกเล่าปัจจุบันว่า...จังหวัดปัตตานี เมืองสามวัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่า

โลก เวลา หมุนเวียนเปลี่ยนไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เจริญ เสื่อม สิ้นสูญเกิดใหม่ มนุษย์ตัวน้อยๆ ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ในเรื่องประสงค์ของพระเจ้าในธรรมชาติ ดังนั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตาม พระประสงค์ ของพระเจ้า ในเงื่อนไขของบางเรื่องราว ในเรื่องเล่าตำนานที่ผ่านมา ยึดปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็จะดีแน่นอน

สามจังหวัดภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติที่สวยงาม มีโบราณสถานให้ศึกษา มีขนบธรรมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย หากสามารถนำพา 3 จังหวัด มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทางโบราณสถาน ทางธรรมชาติ เชื่อว่าทรัพยากรทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีอยู่ สามารถสร้างให้เกิดประโยชน์กับคนท้องถิ่น ประชาชนในชาติตลอดจนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ ก็สามารถผลักดันเศรษฐกิจชุมชน สู่มวลรวมใหญ่ ไปสู่เศรษฐกิจประเทศไทย ได้ดีแน่นอน
สำหรับวันนี้ขอจบบทความตรงนี้ ไว้เดินทางไป จังหวัดนราธิวาส แล้วกลับมาพบกันที่จังหวัด นราธิวาส สวัสดีครับ...

:: กลับหน้าแรก..เพื่อนท่องเที่ยว


เรียบเรียงข่าว : เมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
ภาพ : วีระศักดิ์ ภักดี

( ออนไลน์ : 5 พฤศจิกายน 2560 )

เอื้อเฟื้อการเดินทาง
•
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดนราธิวาส และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
อ่านเรื่องสั้นทั้งหมดได้ที่นี่ครับ...   เบตง ตอนที่ 2 # สุดชายแดนประเทศไทยทางภาคใต้ เบตง ตอนที่ 2 จ.ยะลา
สุดชายแดนประเทศไทยทางภาคใต้ อ่านต่อ...
 
เบตง ตอนที่ 1 # สุดชายแดนประเทศไทยทางภาคใต้ เบตง ตอนที่ 1 จ.ยะลา สุดชายแดนประเทศไทยทางภาคใต้ อ่านต่อ...     จังหวัดปัตตานี เมืองสามวัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่า ปัตตานี จ.ปัตตานี
เมืองสามวัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่าิ อ่านต่อ...
 
ความศรัทธา ผูกโยงเรื่องราว ระหว่าง วัฒนธรรม ไทย จีน มลายูฮิมดู
แหล่งอารยธรรมชายแดนใต้ นราธิวาส ตอนที่ 1 จ.นราธิวาส ความศรัทธา ผูกโยงเรื่องราว ระหว่าง วัฒนธรรม ไทย จีน มลายูฮิมดู อ่านต่อ...  
  นราธิวาส ตอนที่ 2 จ.นราธิวาส ความหลากหลายในทางทรัพยากรธรรมชาติ อ่านต่อ... นราธิวาส ตอนที่ 2 จ.นราธิวาส ความหลากหลายในทางทรัพยากรธรรมชาติ อ่านต่อ...  




ในนามของเพื่อนท่องเที่ยวขอขอบคุณ เมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และ คุณวีระศักดิ์ ภักดี ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบสวยๆ มาให้เพื่อนสมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้ มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel

คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)
สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Tel :
089-403-6920, 089-500-3363 Fax : 02-398-0115
Website : www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.com